Car Fetish ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Car Fetish, บริการด้านยานยนต์, 431 Sathorn Place Krung thonburi rd., Khlong San 10600, Thon Buri District.

ไม่อยากจะขิง พี่นี่เตือนไว้ตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ววววว.... 😖
03/07/2024

ไม่อยากจะขิง พี่นี่เตือนไว้ตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ววววว.... 😖

น้องกิ๊บ NatCha Gibozaa เป็นเพื่อนรุ่นน้องที่เคยทำงานด้วยกัน  เป็นหัวหน้าพนักงานขายที่มากทั้งความสามารถและเสน่ห์ส่วนตัวท...
13/12/2023

น้องกิ๊บ NatCha Gibozaa เป็นเพื่อนรุ่นน้องที่เคยทำงานด้วยกัน เป็นหัวหน้าพนักงานขายที่มากทั้งความสามารถและเสน่ห์ส่วนตัว
ที่สำคัญ ขยันขันแข็งทำงานไม่มีเหน็ดเหนื่อย
ช่วงเทศกาลปีใหม่ยังเจียดเวลาทำของอร่อยมาขาย

คอร์นเฟล็กนี้ ผมซื้อมาชิม แล้วก็ไม่ผิดหวัง โดยปกติ คนทั่วไปอาจจะนึกว่า รสชาติก็คงเหมือนๆกัน เพราะที่ไหนๆก็มีขาย แต่เมื่อลองแบ่งกันกินในหมู่แก๊งค์ผมแล้ว ทุกคนลงความเห็นว่า อร่อยกว่าที่อื่นชัดเจน และร้องจะให้สั่งอีก
ใครสนใจจะซื้อแจกจ่ายมิตรสหายในเทศกาลก็เชิญติดต่อเจ้าตัวได้โดยตรง

แปลงรถยนต์เก่าให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า ทำเองได้ง่ายๆ ถ้าคำนึงถึง 14 เรื่องต่อไปนี้1. เครื่องยนต์-เครื่องยนต์สันดาบภายในเดิม แน...
15/03/2023

แปลงรถยนต์เก่าให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า ทำเองได้ง่ายๆ ถ้าคำนึงถึง 14 เรื่องต่อไปนี้

1. เครื่องยนต์-เครื่องยนต์สันดาบภายในเดิม แน่นอนว่าต้องถอดออก รวมถึงท่อไอเสีย, หม้อน้ำหล่อเย็น และอุปกรณ์ส่วนควบอื่นๆที่ไม่จำเป็น

2. หากเดิมเป็นระบบพวงมาลัยธรรมดาที่ไม่มีพาวเวอร์ช่วย และคุณสามารถรับได้กับระบบพวงมาลัยเดิมนั้น ก็ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม สามารถใช้ระบบเก่าได้เลย

3. หากระบบเดิมเป็นพวงมาลัยเพาเวอร์แบบไฮดรอลิค แนะนำให้ดัดแปลงเป็นระบบ พวงมาลัยไฟฟ้า

4. ระบบเบรค ABS โดยปกติระบบเบรค ABS จะเป็นระบบเฉพาะของมันไม่ต้องยุ่งกับใครกล่าวคือมีเซ็นเซอร์จากล้อเข้ามากับตัวประเมินผลและปั๊ม ABS หากไม่ยุ่งเกี่ยวกับส่วนอื่นก็ทิ้งไว้อย่างนั้นสามารถใช้งานต่อได้แค่ศึกษาไฟเลี้ยงและให้ส่งไฟเลี้ยงเข้าระบบให้ครบถ้วน

5. ระบบหม้อลมช่วยเบรค ปกติหม้อลมจะอาศัยแรงดูดจาก ท่อไอดีของเครื่องยนต์ เมื่อเรายกเครื่องยนต์ออกจะไม่มีแรงดูดเข้าสู่หม้อลมเบรคเพื่อช่วยผ่อนแรงเบรค ดังนั้น ต้องดัดแปลงหาปั๊มสูบลมเล็กๆ ดูดลมออกจากหม้อลมเบรคตลอดเวลา โดยกั้นด้วยวาล์วทางเดียวหรือเช็ควาล์ว

6. ระบบปรับอากาศแบบง่ายที่สุดเราสามารถหาคอมเพรสเซอร์ของแอร์บ้านหรือตู้เย็นขนาดพอเหมาะ ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้ามาดัดแปลงใส่ และต่อเติมเข้ากับระบบน้ำยาและคอยล์เย็นเดิม

7. มอเตอร์ที่ใช้แทนเครื่องยนต์ หาขนาดและกำลังให้พอเหมาะกับขนาดรถยนต์ที่เราจะใช้งาน โดยดัดแปลงแกนมอเตอร์ต่อตรงเข้ากับชุดเกียร์เดิม โดยทำอแดปเตอร์ประกบมอเตอร์กับหัวหมูเกียร์ เพื่อให้แกนมอเตอร์ต่อตรงกับ ระบบส่งกำลังเดิม

8. ระบบเกียร์ หากเดิมเป็นระบบเกียร์ธรรมดาอยู่แล้ว ก็รื้อระบบตัดทิ้งทั้งหมด แล้วต่อแกนมอเตอร์ตรงเข้ากับแกนเกียร์เดิม การขับขี่ลองปรับเข้าเกียร์ใดเกียร์หนึ่งค้างไว้แล้ว สังเกตอาการรถ กับอุณหภูมิและความสิ้นเปลืองที่ได้ โดยปกติเราเริ่มที่ เกียร์ 3 ก่อน ส่วนเวลาถอยหลังก็จอดรถแล้วโยกเกียร์เข้าเกียร์ถอยหลังได้เลย แต่ควรให้รถจอดสนิทก่อนทุกครั้ง

9. ระบบเกียร์อัตโนมัติ หากเดิมเป็นระบบเกียร์อัตโนมัติแบบกลไกรุ่นเก่าก็ไม่ยุ่งยากนัก เพียงแค่ต่อแกนมอเตอร์เข้ากับแกนเกียร์เหมือนเดิมเพียงแต่ต้องศึกษาระบบการหมุนเวียนของน้ำมันเกียร์ให้ทำงานได้ใกล้เคียงของเดิมเพื่อไม่ให้ชุดเกียร์เกิดความเสียหาย

10. แต่หากเป็นระบบที่ควบคุมด้วยไฟฟ้า ในเกียร์อัตโนมัติจะกลายเป็นความยุ่งยากอย่างมากไม่แนะนำให้ดัดแปลงหากไม่มีความรู้อย่างถ่องแท้จริงๆ

11. ระบบจ่ายไฟ ด้วยเทคโนโลยี Inverter สมัยนี้ก็จะมีความสะดวกระดับหนึ่ง ในการแปลงไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ซึ่งเป็นกระแสตรง ให้ไปขับมอเตอร์ ซึ่งอาจจะเป็นกระแสสลับหรือกระแสตรงตามแต่รุ่นที่ท่านเลือก รวมถึงขนาดกำลังไฟฟ้าและการแบ่งจ่ายไฟฟ้าไปสู่ระบบอื่นๆที่ต้องใช้งาน เช่นปั๊มลมหรือคอมเพรสเซอร์แอร์ หรือไฟส่องสว่าง จะต้องออกแบบ Inverter ให้จ่ายให้ครอบคลุมในทุกระบบ

12. ระบบชาร์จไฟ เบื้องต้นคงชาร์จจากไฟบ้านเป็นหลัก ทั้งนี้ต้องศึกษาให้ดี ระบบไฟชาร์จ อาจจะอยู่พ่วงกับระบบ Inverter จ่ายไฟให้มอเตอร์เองก็ได้โดยจ่ายไฟย้อนกลับมาที่แบตเตอรี่อีกครั้งหนึ่งขณะชาร์จไฟ ทำนองเดียวกันระบบ Inverter หรือควบคุมรถไฟฟ้าบางรุ่นอาจสามารถดึงไฟพลังงานที่ใช้ขณะชะลอรถ หรือขณะเบรคเพื่อป้อนกลับมาชาร์จไฟได้ ทั้งนี้ต้องศึกษาตามสเปคของ Inverter หรือ ระบบชาร์จที่จะจัดหามา

13. แบตเตอรี่ ระบบแบตเตอรี่เป็นส่วนที่แพงและกินน้ำหนักมากที่สุด ควรจัดสรรให้ดีในเบื้องต้น แนะนำให้ใช้แบตเตอรี่ที่ราคาไม่ต้องสูงนัก เนื่องจากเทคโนโลยีแบตเตอรี่มียังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่อีกมาก หากอีกไม่กี่ปีเมื่อแบตราคาไม่แพงของเราเริ่มเสือม ก็จะมีแบตเตอรี่รุ่นใหม่ในราคาที่ไม่สูงนัก แต่มีประสิทธิภาพมากขึ้นมาให้หาเปลี่ยนทดแทนได้คุ้มค่ามากขึ้น

14 ระบบจอแสดงผลที่หน้าปัดรถยนต์ระบบที่เกี่ยวกับเครื่องยนต์ เช่น แสดงรอบเครื่อง ก็คงไม่ได้ใช้อีกต่อไป ระบบแสดงความเร็วหากเป็นระบบที่ต่อตรงมาจากเฟืองท้ายหรือเกียร์รถยนต์อาจจะดัดแปลงใช้ของเดิมได้ เพื่อแสดงความเร็วจริง ระบบไฟสัญญาณต่างๆใช้ของเดิมได้ แต่ ระบบควบคุมความเร็วหรือระบบแสดงผลปริมาณไฟฟ้า อาจจะต้องทำเป็นจอชุดแยกมาต่างหาก เพื่อความสะดวก อาจจะมีระบบสัมผัสเพื่อสั่งงาน หรือไม่มี ก็แล้วแต่งบประมาณ และความสามารถในการดัดแปลง

กล่าวโดยสรุปแล้ว การดัดแปลงรถยนต์จากเดิมที่เป็นเครื่องยนต์สันดาปภายใน ให้เป็นรถไฟฟ้า ในเบื้องต้นนี้ น่าจะเหมาะกับรถยนต์เก่า หรือรถยนต์คลาสสิคอนุรักษ์ ที่ไม่สามารถหาซ่อมหรือหาอะไหล่ซ่อมแซมเครื่องยนต์เดิมได้ จะเป็นการทำที่สะดวกที่สุด อย่างน้อยสามารถจะชุบชีวิตรถยนต์เก่าให้สามารถมาวิ่งโลดแล่นได้อีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าไม่มีเครื่องยนต์เดิมแล้วก็ตาม

แต่หากเป็นรถยนต์รุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะรถยนต์ที่มีระบบเกียร์ซับซ้อน หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์มากมาย การดัดแปลงจะต้องใช้ความรู้ทางไฟฟ้าและฝอิเล็กทรอนิกส์อย่างสูง แทบจะเป็นการโปรแกรมระบบการใช้งานเครื่องยนต์ใหม่ทั้งหมดให้กับรถยนต์ซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก

20/02/2022

เสียดาย...ปัจจุบันไม่ค่อยมีให้เห็นกันแล้ว 😍

05/02/2021

รถไฟฟ้า ชื่อก็บอกแล้วว่าไม่ใช่รถยนต์ แต่มันคือ
"เครื่องใช้ไฟฟ้า "
(อีลอน มัสก์ไม่ได้กล่าว
กูนี่แหละกล่าว)😁

แชร์เอาไว้อ่านเพื่อกำลังใจ
04/02/2021

แชร์เอาไว้อ่านเพื่อกำลังใจ

ตั้งแต่วันแรกที่ย้ายจากสปอร์ติ้ง ลิสบอน มาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บรูโน่ เฟอร์นันเดส ทำให้สตาฟฟ์โค้ชต้องประหลาดใจทันที

30 มกราคม 2020 หลังจากที่ 2 สโมสรตกลงค่าตัวกันได้แล้ว ตัวบรูโน่เดินทางมาที่แมนเชสเตอร์ เพื่อทำการตรวจร่างกายในช่วงเช้า พอตรวจผ่าน ช่วงเที่ยงมีการเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการทันที

นี่เป็นวันที่เหน็ดเหนื่อยของบรูโน่ เพราะต้องทำนี่ทำนั่น ทั้งตรวจร่างกาย ทำเรื่องเอกสาร ถ่ายภาพกับสื่อเพื่อเปิดตัว ซึ่งตามปกติแล้ว เมื่อทำตามโปรแกรมครบ นักเตะส่วนใหญ่ก็จะกลับไปพักผ่อนที่บ้านหรือไม่ก็ขับรถไปชมเมือง แต่สิ่งที่บรูโน่บอกกับโอเล่ กุนนาร์ โซลชา หลังจากทำทุกอย่างเสร็จก็คือ "ผมขอลงไปซ้อมฟุตบอลกับคนอื่นได้ไหม"

โซลชาแปลกใจ แล้วอธิบายว่า โปรแกรมการซ้อมวันนี้จบไปแล้ว เพราะเมื่อคืนเพิ่งลงแข่งกับแมนฯ ซิตี้ ในรายการคาราบาวคัพ ดังนั้นนักเตะในทีมจึงมาซ้อมเบาๆใน Light Session แค่ช่วงเช้า แต่ตอนนี้ทุกคนกลับบ้านไปหมดแล้ว

แต่บรูโน่ยืนยันว่า เขาจำเป็นต้องซ้อมฟุตบอล ต่อให้ซ้อมคนเดียวก็ไม่เป็นไร ดังนั้นโซลชาจึงให้ไมเคิล คาร์ริค และ มาร์ติน เพิร์ต สองโค้ชของทีม พาบรูโน่ไปที่สนามซ้อมแคร์ริงตัน และใช่ เขาก็ลงซ้อมคนเดียว ทั้งๆที่ น่าจะเหนื่อยอย่างสาหัสจากโปรแกรมที่อัดแน่นในช่วงเช้า

สิ่งเดียวที่บรูโน่สนใจคือฟุตบอลเท่านั้น เขามาที่นี่ด้วยความกระหาย อยากจะสร้างผลงานให้ดีที่สุด ดังนั้นเรื่องการเที่ยวชมเมือง หรือถ่ายรูปเช็กอินสถานที่ใดๆ มันเป็นเรื่องไม่สำคัญเลย

นี่คือเหตุผลที่ในอีก 2 วันต่อมา ในเกมพรีเมียร์ลีก ที่แมนฯยูไนเต็ด เปิดบ้านเจอวูล์ฟแฮมป์ตัน โซลชาส่งบรูโน่ลงเป็นตัวจริงทันที ทั้งๆที่เพิ่งเซ็นสัญญาย้ายทีมไม่ถึง 48 ชั่วโมงด้วยซ้ำ เพราะโซลชารู้ว่านักเตะมีร่างกายที่สมบูรณ์มาก และพร้อมที่จะลงเล่น ดังนั้นจึงเสี่ยงส่งบรูโน่ลง แล้วค่อยให้เขาไปปรับตัวกับเกมพรีเมียร์ลีกในสนาม

ในฤดูกาล 2019-20 ก่อนบรูโน่ย้ายมา แมนฯยูไนเต็ด ลงแข่ง 24 นัดในลีก ชนะ 9 เสมอ 7 แพ้ 8 ถือว่าผลงานกระท่อนกระแท่นมาก ปัญหาที่แฟนบอลเห็นกัน ไม่ใช่เรื่องฝีเท้าหรอก แต่เป็นเรื่องสภาพจิตใจมากกว่า ยิ่งเวลาไปเล่นเกมเยือนมันดูใจฝ่อไปหมด เล่นกันแบบกล้าๆกลัวๆ จนเสียแต้มทุกทีม

แต่พอบรูโน่ย้ายมาปั๊บ อีก 14 เกมที่เหลือ แมนฯยูไนเต็ด ชนะ 9 เสมอ 5 แพ้ 0 ผลงานดีกว่าครึ่งซีซั่นแรกแบบคนละเรื่อง ความมั่นใจของทั้งทีมไม่รู้มาจากไหน เกมที่ยากๆก็เก็บได้หมด จนได้โควต้าแชมเปี้ยนส์ลีกไปครองแบบหักปากกาเซียน

ซึ่งพอแฟนบอลมาเทียบกันว่า ครึ่งซีซั่นแรก กับครึ่งซีซั่นหลัง มันมีอะไรที่แตกต่างกันบ้าง คำตอบมีเพียงหนึ่งเดียวคือ การย้ายมาของบรูโน่ เฟอร์นันเดสนั่นเอง

ซีลาส ผู้จัดการทีมสปอร์ติ้ง ลิสบอน อธิบายอิมแพ็กต์ของบรูโน่ว่า "นี่เป็นนักเตะที่ซีเรียส และเอาจริงเอาจังกับเกมฟุตบอลมาก เขาตั้งมาตรฐานของตัวเองไว้สูงมาก และต้องการให้นักเตะคนอื่น ไต่ระดับไปอยู่ในมาตรฐานเดียวกับเขาด้วย"

"ปัญหาของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในช่วงหลัง ผมคิดว่าพวกเขาขาดนักเตะที่จริงจัง และทุ่มเทสุดชีวิต คุณนึกภาพรอย คีน , แกรี่ เนวิลล์, เอริค คันโตน่า, พอล สโคลส์ และ ไรอัน กิ๊กส์ดูสิ นักเตะเหล่านี้คือเครื่องหมายของแมนฯยูไนเต็ด และทุกคนที่กล่าวมา ก็จะกระตุ้นให้เพื่อนร่วมทีมทุ่มเทแบบเต็มร้อยเสมอ"

ในองค์กรใดก็ตาม ถ้ามีคนเก่ง ที่จริงจังกับงานเข้ามาอยู่ด้วย มันจะเกิดเหตุการณ์ 2 กรณี คือหนึ่ง คนที่เข้ามาใหม่จะโดนหมั่นไส้ ว่าทำอะไรโอเวอร์ เขาก็อยู่แบบนี้กันมาตั้งนานแล้ว เพิ่งจะย้ายมา จะมาอะไรเยอะแยะ นี่คือแบบแรก

ส่วนแบบที่สอง คือพนักงานคนเก่า พอเห็นพลังของคนใหม่ จะรู้สึกตามไปด้วยว่าเราควรจะแอ็กทีฟเยอะขึ้นกว่านี้สิเพื่อไม่ให้น้อยหน้าคนใหม่ ซึ่งโชคดีของแมนฯ ยูไนเต็ดที่การมาของบรูโน่ มันส่งผลอิมแพ็กต์กับทีมในแบบที่ 2

เหนื่อยแค่ไหน บรูโน่ก็ซ้อมหนักไม่มีบ่น พอจบรูทีนการซ้อมปกติ บรูโน่จะซ้อมยิงฟรีคิกอีกเป็นชั่วโมง นอกจากนั้นยังกระตุ้นเพื่อนๆให้เอาจริงเอาจังกับการซ้อม ทั้งเฟร็ด ทั้งสกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ถ้าเขาแนะนำอะไรได้ บรูโน่ไม่ลังเลใจที่จะพูด

"เขาเหมือนไวรัสที่ทำให้ทุกคนติดเชื้อ" แหล่งข่าวใกล้ชิดกับสโมสรอธิบาย แต่เป็นการติดเชื้อ 'ความทุ่มเท' ในการทำงาน ใครอยู่ใกล้บรูโน่ ก็พลอยมีไฟตามไปด้วย

และไปๆมาๆ มันช่วยไม่ได้จริงๆ ที่จะทำให้แฟนแมนฯยูไนเต็ดคิดถึงเอริค คันโตน่า ย้อนกลับไปในช่วงที่คันโตน่าย้ายมาใหม่ๆ เมื่อการซ้อมปกติเสร็จสิ้น เขาจะเอาลูกบอลมาซ้อมเองคนเดียว จนสุดท้ายเมื่อนักเตะคนอื่นเห็น ก็วิ่งกลับมาซ้อมเพิ่มกันเอง โดยที่ผู้จัดการทีมไม่ได้สั่งเลย สิ่งที่คันโตน่ากับบรูโน่มีเหมือนกัน คือคาแรคเตอร์ของคนที่เป็นผู้นำโดยธรรมชาติ

สถานะตอนนี้ของบรูโน่สดใสสวยงาม เขาอาจอยู่แมนฯยูไนเต็ดไปได้อีกหลายปี และเผลอๆจะอยู่ยาวจนเป็นตำนานคนใหม่ได้เลยด้วย อย่างไรก็ตามแม้ทุกอย่างจะดูดีขนาดนี้ แต่ถ้าย้อนกลับไปดูอดีตของบรูโน่นั้น ชีวิตของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบตั้งแต่แรก กว่าจะมายืนตรงจุดนี้ได้ เขาเองก็ fight สุดพลังที่ตัวเองมีเหมือนกัน

-----------------------------

บรูโน่ เฟอร์นันเดส เกิดในชุมชนชื่อมายา อยู่ชานเมืองปอร์โต้ แน่นอนว่าสโมสรใหญ่ที่ใกล้บ้านเขาที่สุดก็คือ เอฟซี ปอร์โต้โดยบรูโน่เกิดในครอบครัวชนชั้นแรงงาน เขามีพี่ชายหนึ่งคน ที่อายุมากกว่า 7 ปี ชื่อริคาร์โด้

ตอนอายุ 7 ขวบ บรูโน่เข้าไปสังกัดทีมเยาวชนท้องถิ่นชื่อ อินเฟสต้า และมีผลงานที่โดดเด่นเกินกว่าเด็กวัยเดียวกัน นั่นทำให้สโมสรอาชีพ 2 ทีม คือปอร์โต้ และ เบาวิสต้า เกิดสนใจขึ้นมา และอยากดึงบรูโน่ไปอยู่อะคาเดมี่ด้วย

แน่นอนบรูโน่ เอนเอียงไปทางปอร์โต้มากกว่าเพราะเป็นทีมใหญ่ แต่เบาวิสต้า ยื่นข้อเสนอสำคัญคือ สโมสรจะจัดรถบัสรับส่งระหว่างบ้าน กับสนามซ้อม ให้ทุกวัน ซึ่งเงื่อนไขนี้ตอบโจทย์ของบรูโน่มากกว่า เพราะพ่อแม่ของเขาทำงานหนักทุกวัน ไม่มีเวลามากพอแน่ๆ ที่จะขับรถไปส่งเขาเพื่อไปซ้อมฟุตบอลได้ทุกครั้ง ดังนั้นข้อเสนอรถบัส ที่ดูไม่มีอะไรเลยในสายตาคนส่วนใหญ่ แต่กลับมีคุณค่าในมุมของบรูโน่ ทำให้เขาเลือกไปอยู่กับเบาวิสต้าตั้งแต่นั้น

เป็นธรรมเนียมของระบบเยาวชนในโปรตุเกส ที่จะไม่มีการกำหนดตำแหน่งของนักเตะ โดยทุกคนจะได้ลองเล่นทุกตำแหน่งก่อน แล้วพออายุ 15 ค่อยตัดสินใจเลือกว่าจะไปเลือกเล่นตำแหน่งไหนอย่างจริงจัง ซึ่งบรูโน่ ชั่งใจอยู่สองตำแหน่ง คือกองกลางตัวรุก กับ เซ็นเตอร์แบ็ก

กองกลางตัวรุกก็เหมาะกับเขา เพราะมีทักษะดี เลี้ยงบอลเก่ง แต่กองหลังแม้เขาจะไม่ชอบ แต่พอลองเล่นจริงๆ บทบาทเซ็นเตอร์แบ็กสไตล์ Ball-Playing หรือกองหลังประเภทที่ครองบอลดีๆ วางบอลแม่นๆ สไตล์เวอร์จิล ฟาน ไดค์ หรือ อายเมอริค ลาป็อกต์ เขาก็เล่นได้อยู่เหมือนกัน

แต่สุดท้ายบรูโน่ ก็เลือกเป็นมิดฟิลด์ดีกว่า โดยเรมูโล่ มาร์เกวส อดีตรองประธานสโมสรเบาวิสต้ากล่าวว่า "ไอ้เด็กคนนี้ สามารถเลี้ยงบอลหลบนักเตะได้ทั้งโลกเลยมั้ง" แสดงให้เห็นถึงสกิลการเลี้ยงบอล ที่โดดเด่น จัดจ้าน เหมาะกับเกมรุกมากกว่าเกมรับ

ในปี 2012 ยังไม่ทันได้ลงเล่นอาชีพให้กับเบาวิสต้าแม้แต่เกมเดียว บรูโน่ก็ได้รับข้อเสนอจากทีมในเซเรีย บี อิตาลี สาเหตุเพราะ ผู้อำนวยการกีฬาของสโมสรโนวาร่า ที่ชื่อจิอาเรตต้า ไปเห็นฟอร์มของนักเตะและรู้สึกประทับใจ และตั้งฉายาให้บรูโน่ว่า "รุย คอสต้าจิ๋ว" จากสไตล์การเล่นที่คล้ายกัน อ่านเกมดี จ่ายบอลคม

สุดท้ายโนวาร่า จึงยื่นข้อเสนอ 40,000 ยูโร ให้เบาวิสต้า ซึ่งเบาวิสต้าก็ตอบตกลง ที่ขายถูกแบบนี้ เพราะยังไม่แน่ใจว่าบรูโน่จะเปล่งประกายเป็นเพชรได้หรือไม่ พอมีคนยื่นเงินให้ ก็เลยรับไว้ก่อน อย่างไรก็ตามแม้สโมสรจะโอเคแล้ว แต่พ่อแม่ของบรูโน่ ไม่อยากให้ลูกชายไปอิตาลี

ตอนนั้นบรูโน่เพิ่งจะอายุ 17 ปี เขาพูดอังกฤษได้นิดหน่อย แต่ภาษาอิตาเลียนคือไม่กระดิก พูดไม่ได้เลยสักคำเดียว ทำให้พ่อแม่และแฟนสาว อนา (ที่จะแต่งงานกันในภายหลัง) ก็เป็นกังวลอย่างมาก กลัวว่าเขาจะไปตกระกำลำบากที่อิตาลี แต่บรูโน่ยืนยันว่ายังไงเขาก็ต้องไป มีโอกาสให้เตะฟุตบอลอาชีพมาอยู่ตรงหน้าขนาดนี้ เขาจะปฏิเสธไม่ได้หรอก

บรูโน่ จึงตัดสินใจบินไปอิตาลีคนเดียวเพื่อเรียนรู้ฟุตบอลในระดับอาชีพกับสโมสรโนวาร่า ในเซเรีย บี โดยชีวิตประจำวันของเขาคือไปซ้อมและกลับมาอยู่ที่อพาร์ทเมนต์ วนเวียนอยู่แค่นั้น

สิ่งที่บรูโน่ ตระหนักทันทีว่าเป็นปัญหา คือเรื่องของภาษา ที่อิตาลี ต่อให้คุณพูดอังกฤษพอได้ แต่มันแทบไม่มีประโยชน์เลย เพราะคนที่นั่นใช้แต่อิตาเลียนเป็นหลัก นักเตะหลายคนไม่เข้าใจภาษาอังกฤษเลยด้วยซ้ำ ซึ่งบรูโน่ก็ไม่ได้โวยวาย หรือโทษนั่นโทษนี่ เขาตั้งใจเรียนภาษาอิตาเลียนทุกวัน

จิอาเร็ตต้าเผยว่า "ผมไปที่อพาร์ทเมนต์ของเขาและเห็นกระดาษ Post-it เขียนโน้ตไว้ทั้งห้อง ในกระดาษโน้ตเป็นคำศัพท์ภาษาอิตาเลียนทั้งหมด ในทุกสิ่งของในบ้าน อย่างโต๊ะ เขาก็แปะคำว่าโต๊ะในภาษาอิตาเลียน คือ Tavolo ส่วนเก้าอี้ก็ติดว่า Sedia หรือตู้เย็น ก็ติดคำว่า Frigo มันเป็นวิธีที่ฉลาดมาก และหลังจากนั้น 1 เดือน บรูโน่ สามารถพูดภาษาอิตาเลียนได้ ทัศนคติของเด็ก 17 ที่มุ่งมั่นในการเรียนรู้ คือจุดแข็งของเขาจริงๆ"

บรูโน่นั้นมองไกลมาก เขารู้ดีว่าอนาคตถ้าเขาได้รับข้อเสนอจากทีมที่ใหญ่กว่าโนวาร่า ขั้นแรกสุด เขาต้องสื่อสารด้วยภาษาอิตาลีได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญถ้าพูดภาษาได้ ก็จะสามารถเข้าใจแท็กติกของโค้ชได้ดีขึ้น และสร้างความสนิทกับเพื่อนๆได้ง่ายขึ้น ซึ่งสุดท้ายก็จะมีผลดีต่อฟอร์มในสนาม

บรูโน่ อยู่กับโนวาร่าได้แค่ 1 ซีซั่น ก็มีทีมในเซเรียอา จ่ายเงินซื้อตัวไปร่วมทีมด้วย นั่นคืออูดิเนเซ่ ที่มีนักเตะดังๆอย่าง อันโตนิโอ ดิ นาตาเล่, หลุยส์ มูเรียล หรือ พิอ็อตร์ ซิลินสกี้ โดยบรูโน่ย้ายมา และเลือกใส่เบอร์ 32 ซึ่งในวันแรกที่เซ็นสัญญา ฟรานเชสโก้ กุยโดลิน โค้ชของอูดิเนเซ่ก็ต้องตกใจอย่างมาก เพราะบรูโน่พูดอิตาเลียนได้เหมือนเจ้าของภาษาแล้ว "เขาอยู่อิตาลีแค่ 1 ปี แต่ปรับตัวได้ดีจริงๆ เขาพูดภาษาเราได้อย่างหมดจดมาก"

ที่อูดิเนเซ่ บรูโน่โดนโยกไปเล่นหลายตำแหน่งมาก ตั้งแต่ตัวริมเส้นซ้าย-ขวา, มิดฟิลด์บ็อกซ์ทูบ็อกซ์ และ กองกลางตัวรุกสไตล์หมายเลข 10 สาเหตุที่เขาโดนโยกบ่อยอย่างนั้น เพราะเจ้าตัวเล่นทุกตำแหน่งได้ดีหมด แถมถนัดขวา-ซ้ายพอๆกัน

อย่างไรก็ตามปัญหาของบรูโน่ คือเรื่อง "จังหวะสุดท้าย" เขาสร้างสรรค์เกมได้ดีก็จริง แต่ในจังหวะทีเด็ดทีขาด ถือว่าน่าผิดหวัง ครั้งหนึ่ง ดิ นาตาเล่ รุ่นพี่ในทีมออกมาวิจารณ์ว่า "บรูโน่มีเทคนิคที่มหัศจรรย์ แต่บางครั้งเขาใช้มันบ่อยจนพร่ำเพรื่อเกินไป"

คำพูดของดิ นาตาเล่ ดูรุนแรงแต่เป็นความจริง เพราะบรูโน่ไม่มีความเด็ดขาดในการแอสซิสต์ และการจบสกอร์ คือเลี้ยงบอลดี ทำทางเก่งก็จริง แต่เมื่อคุณเป็นมิดฟิลด์ตัวรุก แต่ยิงหรือแอสซิสต์ไม่ได้ มันก็ดูเหมือนคุณทำหน้าที่ของตัวเองได้ไม่สมบูรณ์พอ

บรูโน่อยู่อูดิเนเซ่ 3 ปี จากนั้นย้ายไปซามพ์โดเรีย 1 ปี ซึ่งรวม 4 ปีที่เขาเล่นในเซเรียอา เขาลงเล่นทุกรายการ 130 นัด ยิงไป 16 ลูก แอสซิสต์ 16 ครั้ง ซึ่งถ้ามองในแง่ว่าคุณเป็นดาวรุ่ง มันก็พอใช้ได้ แต่ถ้านำไปเทียบกับผู้เล่นแถวหน้าของลีก จำนวนเฉลี่ย 4 ประตู 4 แอสซิสต์ต่อปี ถือว่าต่ำกว่ามาตรฐาน

ซัมเมอร์ปี 2017 ตอนแรกมีข่าวลือว่า ยูเวนตุส และ อินเตอร์ มิลาน สนใจอยากได้ตัวบรูโน่ แต่สุดท้ายก็เป็นแค่ข่าวลือ บรูโน่ยังไม่เก่งพอในสายตาของทีมเกรดเอขนาดนั้น ก่อนที่สุดท้ายเขาจะย้ายทีม จากซามพ์โดเรีย กลับไปสู่โปรตุเกส กับสปอร์ติ้ง ลิสบอน ในราคา 9.7 ล้านยูโร

ในวันที่เซ็นสัญญาสิ่งแรกที่บรูโน่สัญญากับแฟนๆสปอร์ติ้ง ลิสบอนก็คือ เขาจะยิงประตูให้มากกว่านี้ ซึ่งเมื่อเขาตั้งใจอะไรสักอย่างแล้ว จะต้องทำให้ได้อย่างที่พูดเอาไว้

-----------------------------

เมื่อย้ายกลับไปโปรตุเกส บรูโน่ซ้อมการยิงประตูอย่างบ้าคลั่ง ทั้งในจังหวะโอเพ่นเพลย์ ฟรีคิก หรือแม้แต่จุดโทษ อันเดร เกรัลเดส เพื่อนร่วมทีมถึงกับบอกว่า "บรูโน่ซ้อมยิงฟรีคิกอย่างจริงจังที่สุดเหมือนกับว่าชีวิตของเขาจะจบสิ้นถ้ายิงไม่ได้"

เมื่อซ้อมหนักสุดตัว ทำให้บรูโน่พัฒนาสกิลการยิงประตูของตัวเองขึ้นมา กลายเป็นคนซัดประตูได้รุนแรง และมีทิศทางที่แม่นยำ จนเพื่อนๆตั้งฉายาให้เขาว่า "ไอ้ปืนใหญ่แห่งมายา"

ในซีซั่นแรกของเขากับสปอร์ติ้ง ลิสบอน (2017-18) บรูโน่ยิงไป 16 ประตู เท่ากับจำนวนที่เขายิงได้ ใน 4 ปี ที่เล่นในอิตาลีพอดี แสดงให้เห็นว่าเขาทำตามคำสัญญา เรื่องจะพัฒนาการจบสกอร์

จากนั้นในซีซั่นต่อมา (2018-19) บรูโน่ยิ่งจับจังหวะได้มากขึ้น เขาเคลื่อนที่ไปในตำแหน่งที่ถูกต้องเสมอ และใช้โอกาสไม่สิ้นเปลือง ในปีนี้เขาซัดไป 33 ลูกในปีเดียว ซึ่งเป็นตัวเลขที่เหลือเชื่อมาก สำหรับนักเตะตำแหน่งมิดฟิลด์

มีนักข่าวไปถามว่าเคล็ดลับของเขาคืออะไร ทำไมถึงยิงได้เยอะนัก บรูโน่ตอบไปว่า อาจเพราะเขากินซีเรียลเป็นอาหารทุกเช้า และหลังกินอาหารเที่ยง เขาจะกำหนดให้ตัวเองนอนหลับ 90 นาที เป็นการฟื้นฟูสภาพร่างกาย ซึ่งคำอธิบายของบรูโน่ ก็อาจมีเหตุผลส่วนหนึ่ง แต่สื่อมวลชนก็ยังเชื่อว่า ที่เขาเก่งขึ้นได้ และยิงได้เยอะขนาดนี้ คงเป็นเพราะเจ้าตัว ฝึกหนักเจียนตายมากกว่า

แม้บรูโน่จะเก่งขึ้น แต่ปัญหาคือ มันกลายเป็นเก่งเกินไปจนเพื่อนตามไม่ทัน บรูโน่ได้ลงเล่นมากที่สุดในบรรดานักเตะทุกคนในทีม ยิงประตูได้เยอะที่สุด เขาคือคีย์แมนคือความหวังของทีม แถมได้ตำแหน่งรองดาวซัลโว และรองดาวแอสซิสต์ของลีก คือผลงานเลิศเลอมาก

แต่ในโลกของฟุตบอล ทีมที่มีคนแบกแค่คนเดียว มันยากมากที่จะประสบความสำเร็จ ในซีซั่น 2018-19 สปอร์ติ้ง ลิสบอนจบแค่อันดับ 3 เท่านั้น ตามหลังแชมป์เบนฟิก้าเป็นสิบแต้ม

ในปีนี้ถ้าไปดูสถิติของบรูโน่ เขาสร้างโอกาสให้เพื่อนเกือบ 100 ครั้งในซีซั่นเดียว แต่เพื่อนๆยิงทิ้งยิงขว้างกันหมด คือถ้าคมๆหน่อย ป่านนี้สปอร์ติ้ง ลิสบอนเป็นแชมป์ลีกไปแล้ว

ปัญหาที่บรูโน่ไม่แฮปปี้ไม่ใช่เรื่องฝีเท้า แต่เป็นเรื่องทัศนคติ เพราะบางครั้งบรูโน่ทุ่มเทไป แต่คนอื่นไม่ทุ่มสุดใจเท่ากัน เขาเองก็เหนื่อยและท้อใจ เพราะถ้าคุณไม่ยกระดับมาตรฐานให้ก้าวขึ้นมาเยอะๆ แล้วมันจะไปเป็นแชมป์ได้ไง

บรูโน่เคยโมโหเกรี้ยวกราดใส่เพื่อนร่วมทีมตัวเอง โดยมีคนอัดคลิปเสียงในห้องแต่งตัวออกมาปล่อย โดยเป็นเสียงบรูโน่พูดว่า "มันมีนักเตะในทีมของเราที่มีทัศนคติแย่มาก รู้อะไรไหม ถ้าพวกมึงไม่อยากทุ่มเทในสนาม พวกมึงก็ไม่ต้องลงเล่นแต่แรก แล้วต้องทำไงรู้ไหม กูแนะนำนะ พวกมึงควรไปตายห่าซะเถอะ"

เมื่อมีคลิปเสียงหลุดออกมาแฉ คนจงใจปล่อยคลิป อาจคาดหวังให้บรูโน่ต้องอับอาย แต่กลายเป็นว่าบรูโน่ยืดหน้ายอมรับ เพราะมันก็เป็นเรื่องจริง เขากล่าวว่า "คนบางคนกลัวที่จะลุกขึ้นพูด แต่ผมไม่เคยมีปัญหาในการแสดงออก นั่นคือสิ่งที่เป็นตัวตนของผม"

สิ่งที่บรูโน่ต้องการ ไม่มีอะไรมากเลย เขาต้องการนักเตะที่พร้อมจะทุ่มเทไปด้วยกัน เพราะเวลาคนเราพยายามจริงจังอะไรอยู่คนเดียว แล้วคนรอบข้างได้แต่ไปเรื่อยๆเปื่อยๆ มันก็หมดพลังใจเหมือนกัน

เมื่อผ่านไป 2 ซีซั่น สปอร์ติ้ง ลิสบอน ไม่ใกล้เคียงการเป็นแชมป์ และไม่ได้โควต้ายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก นั่นทำให้ตัวบรูโน่จึงเริ่มมองหาทางเลือกอื่น บางทีเขาอาจต้องย้ายทีม เพื่อก้าวกระโดดไปให้ไกลกว่านี้

-----------------------------

เป้าหมายที่บรูโน่ต้องการย้ายไป คือทีมในพรีเมียร์ลีก สาเหตุเพราะเขาชอบสไตล์ของฟุตบอลอังกฤษ ทักษะการยิง การส่ง การเลี้ยงที่เขามี น่าจะโดดเด่นถ้าได้เล่นในลีกที่เน้นเกมรุกเป็นหลัก นอกจากนั้นตัวบรูโน่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ด้วย ดังนั้นน่าจะใช้ชีวิตได้ไม่ยากเกินไปนัก

สื่ออังกฤษรายงานว่า แมนฯ ยูไนเต็ดเป็นทีมแรกที่ยื่นข้อเสนอเข้ามา ในราคา 35 ล้านยูโร แต่โดนปฏิเสธ โดยเฟรเดริโก้ วารันดาส ประธานสโมสรสปอร์ติ้ง ลิสบอน ยืนยันว่า เขาขายก็ได้ ถ้าได้ตัวเลขอย่างน้อย 70 ล้านยูโร

คราวนี้สเปอร์ส เมื่อเห็นว่าแมนฯยูไนเต็ดพลาด ก็ยื่นข้อเสนอเข้าไปบ้าง ในราคา 45 ล้านยูโร และมีอ็อปชั่นเสริม ถ้าทีมได้แชมป์ลีก หรือแชมป์ยุโรป สโมสรจะได้โบนัส 20 ล้านยูโร แต่ฝั่งสปอร์ติ้ง ลิสบอนก็ยังปฏิเสธอยู่ เพราะมองว่าอ็อปชั่นได้แชมป์ถึงได้เงิน เป็นอะไรที่ยากเกินไป ซึ่งพอโดนปฏิเสธ สเปอร์สก็เลยพับแผนซื้อบรูโน่ในที่สุด

สำหรับ แมนฯยูไนเต็ด อยากได้บรูโน่มากก็จริง แต่ปัญหากองหลังสำคัญกว่า พวกเขาจึงใช้งบที่มี ไปทุ่มซื้อแฮร์รี่ แม็กไกวร์จากเลสเตอร์ ในราคา 80 ล้านปอนด์ ซึ่งถึงตรงนี้ สโมสรไม่เหลืองบพอจะซื้อบรูโน่อีกแล้ว สุดท้ายตลาดซัมเมอร์ก็เลยจบลงโดยที่บรูโน่ไม่ได้ย้าย

แต่พอเริ่มฤดูกาลเข้าจริงๆ แมนฯยูไนเต็ดจึงได้เห็นว่า ทีมแม้จะได้แม็กไกวร์มาแล้ว แต่ก็ยังขาดความสมดุล เพราะไม่มีหัวใจในเกมรุก ดังนั้นในเดือนมกราคมจึงหวนกลับมาไล่ล่าบรูโน่กันใหม่ ซึ่งสุดท้ายเมื่อต่อรองไม่ได้จริงๆ แมนฯยูไนเต็ดเลยต้องตัดใจจ่ายในตัวเลขที่ สปอร์ติ้ง ลิสบอนต้องการ แบ่งเป็นเงินสามก้อน

- เงินสด 55 ล้านยูโร
- โบนัสแบบ "ได้ง่าย" 10 ล้านยูโร เช่นลงสนามขั้นต่ำกี่นัด ยิงประตูขั้นต่ำกี่ลูก
- โบนัสแบบ "ได้ยาก" 15 ล้านยูโร เช่นคว้าแชมป์ลีก แชมป์ยุโรป หรือติดท็อปทรีบัลลงดอร์

รวมแล้วถ้าบรูโน่ เฟอร์นันเดส ปลดล็อกโบนัสได้ทั้งหมด สปอร์ติ้ง ลิสบอนจะได้เงิน 80 ล้านยูโร แต่ถ้าปลดล็อกได้แค่โบนัสแบบง่าย ซึ่งได้อยู่แล้ว ก็จะได้เงินก้อน 65 ล้านยูโร ซึ่งก็เป็นตัวเลขที่อยู่ในระดับที่สปอร์ติ้ง ลิสบอนรับได้

สุดท้ายการเซ็นสัญญาก็เกิดขึ้น และบรูโน่ จึงได้ย้ายมาอยู่ทีมปีศาจแดงในที่สุด และนี่คือทีมที่ใหญ่ที่สุด ตั้งแต่เขาเคยเล่นฟุตบอลมา แต่เจ้าตัวก็พร้อมแล้วที่จะรับมือกับความท้าทายครั้งใหม่

โดยบรูโน่เลือกใส่เบอร์ 18 โดยให้เหตุผล 2 ข้อคือ เป็นวันเกิดของภรรยา และเป็นเบอร์ของกองกลางที่เขาศรัทธาในฝีมือ ซึ่งนั่นคือพอล สโคลส์

-----------------------------

กับแมนฯ ยูไนเต็ดกลายเป็นว่า เคมี ของทั้งสองฝ่ายลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ

กล่าวคือ บรูโน่ เบื้องต้นพูดได้ 4 ภาษา คือโปรตุเกส, อิตาเลียน, สแปนิช และอังกฤษ รวมถึงพูดฝรั่งเศสได้นิดหน่อยด้วย นั่นทำให้เขาสามารถ "เชื่อมต่อ" กับนักเตะในทีมชุดใหญ่ได้ทุกคน

เขาพูดสเปนกับดาบิด เด เกอา และ ฆวน มาต้า, พูดโปรตุเกสกับเฟร็ด, พูดอิตาเลียนกับป็อกบา และพูดอังกฤษ กับแรชฟอร์ด, กรีนวู้ด และแม็คโทมิเนย์ คือสามารถเป็นจุดศูนย์กลางได้โดยธรรมชาติ

ขณะที่ความมุ่งมั่น ทุ่มเท ในสนามและนอกสนาม เป็นสิ่งที่แมนฯยูไนเต็ดเองก็โหยหามาตลอด ซึ่งโอเล่ กุนนาร์ โซลชากล่าวว่า "ตั้งแต่วันแรกที่เขาเข้ามา และแสดงความต้องการชัดเจนว่า อยากจะเปลี่ยนบรรยากาศของทีมให้ดีขึ้น ให้มีการแข่งขันภายในมากขึ้น ซึ่งเขาทำได้ และวิธีการทำของเขาเป็นไปอย่างถ่อมตน เขาใช้การทำงานหนักแสดงให้คนอื่นเห็น"

ในบทสัมภาษณ์แรกสุด นักข่าวถามว่า มีโค้ชบางคนเปรียบเทียบคุณกับรุย คอสต้า คุณว่าตัวเองจะเดินตามรอยเขาได้ไหม ซึ่งบรูโน่ตอบอย่างเรียบง่ายว่า "ผมกับเขาไม่เหมือนกันหรอก เขามีผลงานที่สุดยอดตลอดอาชีพ แต่ผมอยากจะเหนือยิ่งกว่าเขา ซึ่งมันยากผมรู้ แต่มันคือความฝันที่ผมอยากจะไปถึงให้ได้" คำพูดของบรูโน่ไม่ได้จงใจโอ้อวดใดๆ แต่บอกความรู้สึกตรงๆ มันสะท้อนให้เห็นถึงความทะเยอทะยานที่เต็มเปี่ยมในตัว

แมนฯยูไนเต็ด ได้รับสิ่งดีๆจากบรูโน่ และในทางกลับกัน บรูโน่ก็ค้นพบความสุขที่นี่เช่นกัน เขาให้สัมภาษณ์ว่า "เมื่อคุณเปลี่ยนสโมสร เชื่อไหม มีหลายครั้งที่โค้ชไม่ได้เป็นคนอยากซื้อตัวคุณหรอกนะ แต่กับยูไนเต็ด คุณรับรู้ได้เลยว่าโอเล่ อยากได้คุณจริงๆ" ตั้งแต่ย้ายมาวันแรก บรูโน่ก็ได้รับความไว้ใจเต็มเปี่ยม เขาสามารถทำในสิ่งที่อยากทำ เล่นในจังหวะที่อยากเล่นได้เต็มที่ โดยไม่มีการปิดกั้นอิสระใดๆ

และอีกอย่างที่เขารู้สึกดีก็คือ เวลาเขาทุ่มเทแล้ว คนอื่นก็พร้อมจะลุยไปกับเขาด้วย บรูโน่ดีใจที่นักเตะในทีมเคารพเขา แต่ไม่กลัวเลยที่จะแข่งขันกันตรงๆ "ทุกครั้งในการซ้อม ผมจะทุ่มเท 200% เพื่อให้โค้ชรู้ว่าทำไมเขาต้องส่งผมลงตัวจริง ถ้าคุณอยากลงเล่น ในหัวของคุณต้องคิดตลอดว่า 'คุณกระหายมันมากกว่าคนอื่น' และผมจะดีใจมากถ้าเพื่อนร่วมทีม คิดว่า 'ฉันอยากแย่งตัวจริงจากบรูโน่' ซึ่งแน่นอนว่าผมจะตอบกลับไปว่า 'ไม่มีวันหรอก เพราะฉันกระหายมันมากกว่านาย' ผมไม่ยอมอยู่แล้ว"

การที่ทุกคนในทีมสู้สุดชีวิต นี่คือสิ่งที่บรูโน่ไม่ได้รับที่สปอร์ติ้ง ลิสบอน แต่ที่แมนฯยูไนเต็ด เขาเจอแต่ผู้เล่นใจสู้ ไม่มีใครยอมแพ้แม้กระทั่งในสนามซ้อม

"สุดท้ายแล้ว ผมว่ามันไม่สำคัญหรอกว่าใครจะได้ลงเล่น แต่ถ้าเราซ้อมด้วยทัศนคติแบบนี้ คุณจะซ้อมได้ดีขึ้น และทีมก็จะดีขึ้นตามไปด้วย" บรูโน่สรุป และมันก็แน่นอนว่า เขายังคงซ้อมหนักเต็มที่เพื่อยึดตัวจริงต่อไปให้ได้นานที่สุด

สิ่งที่เราเห็นได้ชัดเจน จากเรื่องนี้คือ เวลาที่เราเจอใครสักคนที่ "คลิกกัน"ความสัมพันธ์จะเดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็วมาก ซึ่งในโลกของทีมฟุตบอลก็เช่นกัน เมื่อเจอคนที่ตอบโจทย์ ทีมจะก้าวกระโดด และยกระดับไปเป็นคนละทีมได้เลย

แมนฯยูไนเต็ดยกระดับเป็นทีมที่ดีขึ้น และตัวบรูโน่เองก็ยกระดับเป็นนักเตะที่เก่งขึ้น ต่างฝ่ายต่างเติมเต็มให้กันและกัน

และสำหรับบรูโน่ กับแมนฯ ยูไนเต็ด อาจใช้เวลาตามหากันยาวนานก็จริง แต่ในที่สุดพวกเขาก็เจอกันแล้ว จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ทำให้ภาพสมบูรณ์ และความฝันที่จะไปถึงโทรฟี่เมเจอร์ ใครจะรู้ อาจเป็นบรูโน่คนนี้ ที่ทำให้การรอคอยของปีศาจแดงจบลงก็เป็นได้


-----------------------------

ความสุดยอดของบรูโน่ในปีที่ผ่านมา พิสูจน์ได้จากผลงานในสนาม รวมถึงการโหวตของแฟนๆด้วยนะครับ ในเกมฟีฟ่าออนไลน์ 4 จะมีการโหวตทีมออฟเดอะเยียร์ (TOTY2021) ซึ่งบทสรุปแผน 4-3-3 บรูโน่ติดทีมมาด้วยในตำแหน่งมิดฟิลด์ พร้อมกับ เควิน เดอ บรอยน์ และ โจชัว คิมมิช

เกมฟีฟ่าออนไลน์ 4 หลังจากอัพเดทวันนี้ จะมีการเพิ่มนักเตะคลาสใหม่ TOTY จำนวน 12 คน (ตัวจริง 11 คน และนักเตะที่ได้รับการโหวตสูงที่สุดในไทย คือ ซน ฮึง-มิน รวมเป็น 12) รวมถึงคลาส TOTY Nominee ผู้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงอีกจำนวน 58 คนด้วยกัน

รีบไขว่คว้าจับจอง ตามล่าหาผู้เล่น TOTY เอาไว้ในทีมของคุณได้แล้วนะครับผม จะทำให้ทีมแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอนเลยล่ะ

สำหรับใครอยากโหลดเกมฟรี เข้าไปที่เว็บการีน่าไทย ประเทศไทย โหลดมาเล่นได้เลยครับผม

01/08/2020

วิดีโอดีๆ นานๆมาที ขอเอามาฝาก 💕

โซนี่มาแล้ว!!!  เปิดตัวรถไฟฟ้าแบรนด์ของตัวเองอย่างไม่มีเคยมีข่าวล่วงหน้า โชว์จุดเด่นเรื่องเซ็นเซอร์รอบคัน และระบบภาพและเ...
07/01/2020

โซนี่มาแล้ว!!! เปิดตัวรถไฟฟ้าแบรนด์ของตัวเองอย่างไม่มีเคยมีข่าวล่วงหน้า โชว์จุดเด่นเรื่องเซ็นเซอร์รอบคัน และระบบภาพและเสียงที่ตัวเองถนัดภายในห้องโดยสาร
ต่อไปเราคงต้องรอแบรนด์ทามิย่าทำมั่งละ :)

Sony springs a major surprise at CES 2020

ที่อยู่

431 Sathorn Place Krung Thonburi Rd., Khlong San 10600
Thon Buri District
10600

เบอร์โทรศัพท์

+66816995859

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Car Fetishผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Car Fetish:

แชร์