299surat superbike

299surat superbike ทีม สำหรับคน ที่มีใจรักในรถbigbike

06/01/2023
28/07/2019
ถ้าจะแหล่มขนาดนี้ ปวดหลังแอดก็ยอม "ชักอยากกลับไปก้มเหมือนเดิม"
15/12/2017

ถ้าจะแหล่มขนาดนี้ ปวดหลังแอดก็ยอม "ชักอยากกลับไปก้มเหมือนเดิม"

It is called Panigale V4 and it marks a new and important chapter in Ducati's history, a "symphony" of performance and emotions that's 100% Italian. Panigale...

14/12/2017

โอ้โห้...

14/12/2017

สุดๆจริง

ขอแสดงความยินดีกับ GPX ยอดจองมาเป็นอันดับหนึ่งในงาน Motor Expo 2017
13/12/2017

ขอแสดงความยินดีกับ GPX ยอดจองมาเป็นอันดับหนึ่งในงาน Motor Expo 2017

จบลงไปแล้วกับงาน Motor Expo 2017 มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 34 ส่งท้ายปี โดยในปีนี้ยอดขายรถ 2 ล้อ โดยรวมจบที่ 7,711 คัน ใกล้เคี?...

วันนี้แอดได้มีโอกาสมาที่อุทยานแห่งชาติเขาสก เลยเก็บภาพสวยๆมาฝาก เพิ่งมาถึงเอาแค่นี้ก่อน
13/12/2017

วันนี้แอดได้มีโอกาสมาที่อุทยานแห่งชาติเขาสก เลยเก็บภาพสวยๆมาฝาก เพิ่งมาถึงเอาแค่นี้ก่อน

13/12/2017
โช๊คหัวกลับ Up side down คืออะไร โข็คธรรมดา teleskopik  คืออะไร                  โช๊คหัวกลับ อัพไซด์ดาวน์(Up side down) ...
21/10/2015

โช๊คหัวกลับ Up side down คืออะไร โข็คธรรมดา teleskopik คืออะไร

โช๊คหัวกลับ อัพไซด์ดาวน์(Up side down) หรือเรียกย่อๆว่า USD คือโช๊คที่มีห้องแก๊สอยู่ด้านบน แกนโช๊คเป็นตัวเคลื่อนที่ขึ้น-ลงตามภาระที่กระทำตามแนวแกน ส่วนกระบอกจะยึดกับส่วนของตัวรถ ไม่ได้เคลื่อนที่ ซึ่งตรงข้ามกับการทำงานของโช๊คแบบธรรมดาที่ห้องแก๊สอยู่ด้านล่าง กระบอกจะเคลื่อนที่ขึ้น-ลงตามแรงที่กระทำ ปัจจุบันการออกแบบรถวิบากหรือรถ BigBike ระดับน้ำหนักตัว 200 กก.ขึ้นไป น้อยนักที่จะพบว่าใช้โช๊คหน้าแบบธรรมดาที่มีกระบอกน้ำมันอยู่ด้านล่าง

ข้อดี ข้อเสียของโช๊คอัพแบบ Up side down
ข้อดี
1. มีน้ำหนักใต้สปริงน้อยกว่า(Unsprung weight) ทำให้การควบคุมรถทำได้ดี
2. ระบบรองรับน้ำหนักดีกว่าโช๊คอัพแบบ teleskopik
3. เสถียรภาพและประสิทธิภาพดีกว่าโช๊คแบบ teleskopik

ข้อเสีย
1. มีราคาแพงกว่าโช๊คอัพแบบ teleskopik
2. แกนโช๊คอยู่ต่ำ ทำให้มีโอกาสโดนหินหรืออะไรก็ตามทำให้เป็นรอยหรือเกิดความเสียหายกับแกนได้ จึงต้องมีการ์ดปิดแกน

ข้อดี ข้อเสียของโช๊คอัพแบบ teleskopik(ธรรมดา)
ข้อดี
1. ราคาถูก
2. แกนโช๊คมีขนาดเล็ก
3. ซ่อมง่ายเพราะกลไกไม่ซับซ้อน

ข้อเสีย
1. น้ำหนักใต้สปริงมาก คือ ตัวกระบอกโช๊ค น้ำมัน กลไกวาล์ว ซีล สปริง ทำให้การควบคุมรถและประสิทธิภาพของ
ระบบรองรับน้ำหนักไม่ดีเท่าโช๊ค Up side down

ประวัติความเป็นมา

กันสะเทือนหน้าในยุคแรกๆ เป็นระบบง่ายๆ ใช้ตะเกียบหน้าที่เป็นเหล็กท่อนตรงๆ แล้วมาทำจุดยึดแล้วก็อาศัยคอยล์สปริง(สปริงขด)มาเป็นตัวซับแรงสั่นสะเทือน ตามธรรมชาติของสปริงแล้ว เมื่อมีแรงมากระทำให้มันเกิดการยุบตัวแล้ว เมื่อแรงกระทำนั้น หายไป มันก็จะดีดตัวเองกลับคืนมาในสภาพเดิมอย่างรวดเร็ว และไม่เร็วอย่างเดียว ยังมีการดีดกลับไปกลับมาต่อเนื่องอีกระยะนึงด้วย ทำให้ เกิดอาการดีดสับของระบบกันสะเทือน ส่งผลถึงการทรงตัวที่แย่ได้
ต่อมามีการพัฒนาโดยการนำเอาของเหลว พวกน้ำมันที่มีความหนืดมาเป็นตัวหน่วงแรงดีดกลับของสปริงที่ว่านี้ ก็คือ น้ำมันช็อคนั่นเอง ทำให้ช็อคทำงานได้ราบเรียบขึ้น(ทำให้เกิดความหนืดขึ้น ทำให้แรงที่สปริงเด้งตัวกลับ เบาบางลง) ตั้งชื่อว่า "เทเลสโคปิค" ซึ่งหลักการทำงานคร่าวๆ ของช็อคอัพจะมีอยู่ 2 จังหวะ คือ

จังหวะอัด(The compression stroke)

ในกระบอกช็อคนั้น จะมีห้องที่เป็นที่อยู่ของน้ำมันช็อคอยู่ 2 ส่วน คือ ส่วนบนและส่วนล่าง โดยที่มีวาล์วน้ำมันคั่นกลางอยู่ โดยเมื่อช็อคเกิดการยุบตัวลง พื้นที่ห้องด้านบน จะเพิ่มขึ้น แต่ตรงกันข้าม ห้องด้านล่างจะเหลือพื้นที่น้อยลง (D)ทำให้เกิดแรงดันให้น้ำมันที่อยู่ห้องด้านล่าง ถูกส่งผ่านวาล์วน้ำมันขึ้นมาอยู่ที่ห้องด้านบน ซึ่งจะเกิดความหนืดขึ้นได้จากแรงดันที่น้ำมันช็อคถูกดันผ่านวาล์วน้ำมัน ซึ่งเป็นรูเล็กๆ นี่เอง (B) โดยยิ่งมีความหนืดมากเท่าไหร่(รูน้ำมันยิ่งเล็กยิ่งหนืด) จะทำให้เกิดความกระด้างมากยิ่งขึ้น และห้องแก๊ส (F) ก็จะถูกแรงอัดนี้ดันอยู่ ซึ่งเมื่อมีห้องแก๊สนี้การซับแรงก็เป็นไปอย่างนุ่มนวลขึ้น


จังหวะเด้งคืนกลับ(The rebound stroke)

หลังจากที่จังหวะอัดสิ้นสุดลง แกนช็อคจะถูกสปริงและแรงดันจากห้องแก๊ส (F) ดันให้ยืดตัวกลับไปสู่สภาพเดิม ห้องน้ำมันด้านบน ก็จะมีเนื้อที่น้อยลง แต่ห้องด้านล่างจะขยายตัวเพิ่มขึ้น (D) ทำให้เกิดแรงดันให้น้ำมันไหลผ่านวาล์วน้ำมัน กลับไปยังห้องล่าง ซึ่งน้ำมันก็จะถูกดันให้ผ่านวาล์วน้ำมันซึ่งมีรูเล็กๆ (B) อยู่เช่นเดียวกับจังหวะอัด ซึ่งจะทำให้เกิดความหนืดขึ้น เป็นการหน่วงความเร็วของจังหวะดีดกลับของสปริงให้น้อยลง ทำให้ช็อคคลายตัว หรือยืดตัวได้อย่างนุ่มนวล ไม่มีอาการเด้งดึ๋งอย่างแรงให้เสียความรู้สึกและความหนืดที่ได้จากวาล์ว น้ำมันนี้ ในช็อคบางรุ่นที่มีราคาค่อนข้างสูง ก็จะสามารถปรับได้ว่าจะให้หนืดมากหนืดน้อยตามต้องการ ซึ่งก็จะมีแยกไปอีกว่า อยากจะหนืดจังหวะไหนมากน้อย อีกต่างหาก และสปริงก็จะสามารถปรับได้เช่นกัน
และต่อมา จึงมีการพัฒนาช็อคหน้าแบบเทเลสโคปิคนี้ขึ้นมาใหม่ โดยจับมันกลับหัวกลับหาง กลายเป็นช็อคอัพที่เรียกว่า UP SIDE DOWN หรือ USD หรือช็อคหัวกลับ ที่นิยมกันในรถบิ๊กไบค์นั่นเอง โดยจุดประสงค์ของการพัฒนาช็อคหัวกลับนี้ ก็เพื่อเป็นการลดน้ำหนักใต้สปริงนั่นเองส่งผลให้การทำงานของช็อคอัพมีประสิทธิภาพมากขึ้น

น้ำหนักใต้สปริง..คืออะไร?

น้ำหนักใต้สปริง มันก็คือ น้ำหนักรวมทั้งหมด ที่อยู่ต่ำกว่าสปริงของระบบกันสะเทือนนั่นเอง โดยน้ำหนักที่ว่านี้ จะไม่มีส่วนไปกดให้สปริงหรือช็อคอัพ เกิดการยุบตัวแต่อย่างใด แต่จะไปเป็นอุปสรรค์ในการยุบตัวของช็อคอัพแทน ซึ่งตามหลักแรงโน้มถ่วงของโลกแล้ว สิ่งที่มีน้ำหนักยิ่งมากเท่าไหร่ ก็จะเกิดแรงดึงดูดที่มากระทำกับวัตถุชิ้นนั้นมากขึ้นตามน้ำหนัก ซึ่งน้ำหนักใต้สปริงที่ว่านี้ ก็จะเป็นพวก ล้อ ยาง เบรก บังโคลน กระบอกช็อค ในช็อคแบบเทเลสโคปิค ลองคิดดูง่ายๆ ว่า ในการที่ช็อคจะยุบเมื่อเจอเนินหรือทางขรุขระนั้น กระบอกช็อคและชิ้นส่วนที่อยู่ใต้สปริงทั้งหมดจะเป็นฝ่ายเคลื่อนตัวขึ้น ไปหาสปริง ซึ่งในการเคลื่อนตัวขึ้นนี้ ก็ต้องเอาชนะแรงดึงดูดของโลกที่มากระทำกับมันด้วย ฉะนั้น ถ้าชิ้นส่วนที่อยู่ใต้สปริงเหล่านี้ ยิ่งมีน้ำหนักมาเท่าไหร่ ก็ถูกแรงดึงดูดของโลกดูดเอาไว้มากขึ้นเท่านั้น และทำให้ชิ้นส่วนที่อยู่ใต้สปริงเหล่านี้เคลื่อนตัวขี้นไปหาสปริงยากมากขึ้น ทำให้เกิดความกระด้างของระบบกันสะเทือนเกิดขึ้นได้

ดังนั้น ผู้ผลิตรถ จึงพยายามที่จะลดน้ำหนักใต้สปริงนี้ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะรถใหญ่จะสังเกตุได้ง่าย เช่น การใช้ช็อคหน้าแบบ หัวกลับ ซึ่งเป็นการลดน้ำหนักใต้สปริง โดยการย้ายเอาส่วนกระบอกช็อคซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าส่วนแกนไปไว้ซะด้านบน และแกนช็อคจะอยู่ด้านล่างแทน ทำให้น้ำหนักใต้สปริงจะลดลง ทำให้เกิดความนิ่มนวลขึ้น

เอาใจสาวกซูหน่อย
09/10/2015

เอาใจสาวกซูหน่อย

ที่อยู่

เวียงสระ
Surat
84190

เบอร์โทรศัพท์

9999999999

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ 299surat superbikeผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์