Sharekub ฝากกดถูกใจ like ด้วยครับ !!!

11/07/2022

ตั้งแต่ระบบ MACD ตัดศูนย์ หรือ Action Zone มีสัญญาณ "ขาย" ตั้งแต่วันที่ 13/4/2022 มาจนถึงวันนี้ ก็เป็นเวลาเกือบ 3 เดือนเต็ม...

ซึ่ง.. ถ้าใครทำตามระบบ ในเวลาสามเดือนนี้ ท่านก็จะ " #ไม่เสียตังซักกะบาทเดียว" แถม ถ้าท่านถือ USDT ไว้เฉยๆ ตั้งแต่วันนั้น ท่านจะได้กำไรเป็นเงินบาทเพิ่มขึ้นเกือบ +6% อีกด้วย

แต่.. ถ้าท่านดื้อ ไม่ยอมขาย ไม่ยอมคัท ถือ Bitcoin/Sh*tcoins ไว้เต็มมือ หรือถัวเฉลี่ยขาดทุนลงมาเรื่อยๆ ตอนนี้ ท่านก็จะขาดทุนขั้นต่ำ อย่างน้อยๆ -50% แน่นอน...

ส่วน ใครที่ไปพยายามเทรดสั้นในช่วง สามเดือน ที่ผ่านมา ถ้าท่านได้กำไรเป็นเงินบาทรวมๆ แล้ว น้อยกว่า +6% ท่านก็ควรพิจารณากลยุทธของท่านนะครับว่า มันเกิดอะไรขึ้น ทำไม ยิ่งเทรด ยิ่งเจ๊ง สู้นั่งเฉยๆ ก็ไม่ได้ ... เพราะถ้าท่านไปคิดเอาเองว่า มันดี มันเวิร์ค แต่จริงๆ แล้ว มันไม่เวิร์ค.. แบบนี้ก็ต้องนั่งแก้กันไป

เพราะผมเคยเห็นบางคนตะบี้ตะบันเทรด แต่ไม่เคยเปรียบเทียบกับ Benchmark ( ตัวชี้วัด ) ใดๆ แล้วมโนไปเองว่า เทรดแล้วได้ตัง ทั้งๆ ที่.. ไม่ได้ตังเลย ก็มีเยอะนะ 555

แวะมาเจิม ดึงสติกันสักนิดนึง เนื่องในการครบรอบสามเดือน ที่ระบบแดง นั่งทับมือกันจนมือชา ... และก็ยังคงต้องนั่งทับมือกันต่อไปจ้า..

บทวิเคราะห์ของผมใน Tradingview : https://www.tradingview.com/chart/BTCUSDT/9WgNd8Ei/

30/06/2022
18/06/2022
18/06/2022

(Jun 18) ทำไม วิกฤติการณ์คริปโตถึงรุนแรง? บทวิเคราะห์โดย นายณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาระบบงานเทคโนโลยีสารสนเทศ สายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)

คนหลายคนที่ไม่เคยผ่านวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจในอดีตมาอาจจะไม่เห็นภาพ และไม่เข้าใจว่าทำไมวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นกับคริปโตรอบนี้ถึงดูรุนแรง และมันอาจจะไปไกลกว่านี้อีกเพราะอะไร?

-คริปโตแทบไม่ได้ถูกหนุนหลังโดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จึงไม่มีค่าในตัวของมันเอง (intrinsic value)

มูลค่าหรือราคาของคริปโต เกิดขึ้นจากความสมดุลของแรงซื้อแรงขาย (demand-supply equilibrium) ล้วน ๆ ซึ่งใครจะมโนว่า มันมีค่าจริง ๆ ก็ตามใจ แต่มันไม่ต่างกับเหรียญจตุคามรามเทพที่เคยซื้อขายกันหลายล้านบาท พอกระแสจบ พอไม่มีคนใหม่เข้ามา ราคาก็ตกลงในที่สุด

จริงอยู่ว่าเหรียญมันไม่กลับไปที่ศูนย์ เพราะยังมีบางคนศรัทธาอยู่ แต่บางคนก็อาจจะคิดว่ามันมีค่า เพียงเพราะมันดูสวยดี หรืออาจจะนำไปทับกระดาษได้ แต่ราคาของมันจะไม่กลับไปอยู่ที่นั่นได้ง่าย ๆ อีกแล้ว ทั้ง ๆ ที่มีคนศรัทธามันมามากกว่า 30 ปี

พอเวลาเหรียญคริปโตราคาตกลงอย่างรวดเร็ว มันจึงทำให้คนสูญเสียความเชื่อมั่นได้ง่าย แถมจุดต่ำสุดคือ 0 ไม่เหมือนกับสินทรัพย์ที่มีค่าในตัวของมันเอง ซึ่งเมื่อเวลาราคาต่ำเกินไป จะมีคนเข้ามาซื้อเพราะมูลค่าภายในตัวของมัน

นอกจากนี้ พอเหรียญคริปโตต่าง ๆ อยู่ได้ เพราะความเชื่อมั่น พอความเชื่อมั่นหายไป ราคาก็เลยตกลงพร้อม ๆ กันทั้งตลาด (ทำให้ correlation เข้าใกล้ 1)

-เหรียญคริปโตมีความผูกพันกันมากกว่าที่คิด

Bitcoin Maximalist มักจะเชื่อว่า Bitcoin ดีที่สุด และอยากให้เหรียญ “sh*tcoins” ตายไปเสียให้หมด ทั้ง ๆ จริง ๆ แล้ว Bitcoin ก็มีแรงซื้อเข้ามา เพราะคนต้องการเอาไปเก็งกำไรในรูปแบบต่าง ๆ เช่น อาจจะเอาไปเป็นหลักประกัน หรือถูกกู้เพื่อนำไปลงทุนใน sh*tcoins ต่าง ๆ ดังนั้นเวลาที่ตลาดคริปโตโดยรวมลดลง จึงทำให้เกิดแรงเทขายในเหรียญอื่น ๆ ด้วย

-ธุรกิจ DeFI ยิ่งทำให้เกิดความสัมพันธ์กันมากขึ้น

ธุรกิจประเภท DeFI อย่างเช่น Automated Market Maker เช่น Uniswap, Curve etc. ช่วยผูกเหรียญสองเหรียญเข้าหากันไปกลาย ๆ เช่น เวลาที่เหรียญตัวหนึ่งมูลค่าลดลงเร็วกว่ามูลค่าใน AMM คนก็จะรีบเอาเหรียญนั้นมาแลกเหรียญที่มีมูลค่าสูงกว่าออกไป และเอาไปขายเพื่อทำ arbitrage เพื่อล็อกกำไร

ส่วนธุรกิจที่ทำตัวคล้ายธนาคารคือ นำเงินคนฝากไปลงทุน ก็มีผลใกล้เคียงกัน ธุรกิจเหล่านี้อาจจะรับฝากเงินหลายสกุล แล้วนำไปลงในหลายช่องทาง พอธุรกิจสูญเสียความเชื่อมั่นจากการที่เหรียญบางตัวราคาลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ฝากรีบถอนเงินลงทุน ทำให้ธุรกิจเหล่านี้ต้องหาช่องทางการขายสินทรัพย์ เพื่อนำเงินมาคืนให้กับนักลงทุน

-ธุรกิจคริปโตมีความเสี่ยงด้านการกระจุกตัวสูงมาก

ธุรกิจที่อยู่ในโลกคริปโตมีแนวโน้มที่จะนำเงินไปลงทุนในคริปโตอื่น ๆ ซึ่งอยู่ในวงแคบมาก ๆ เมื่อเทียบกับธุรกิจในโลกทั่วไป ดังนั้นจึงมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น โดยที่บางครั้งนักลงทุนเองก็ไม่รู้ อย่างเช่น พอ Terra/Luna ล้ม ก็ส่งผลให้ธุรกิจอื่นที่ลงทุนอย่างหนักใน Terra/Luna อย่างเช่น Celsius, Three Arrows Capital และกองทุนคริปโตอื่น ๆ ได้รับผลกระทบไปด้วย

และพอไม่มี the lender of last resort ตัวจริงอย่างธนาคารกลางเข้ามาเป็นตัวหยุดไม่ให้วิกฤติการณ์มันลามต่อไป ผลกระทบจึงออกไปในวงกว้างได้ไม่ยากนัก (ป.ล. อาจจะมี the lender of last resort ตัวปลอม คือ Tether ซึ่งอาจจะเสกเงิน หรือให้กู้ยืมเงิน เพื่อแก้ไขสถานการณ์ แต่หากไม่ระวัง ก็อาจจะทำให้คนสูญเสียความเชื่อมั่นใน Tether ได้เช่นกัน)

ดังนั้น หาก Nassim Taleb เคยพูดถึงปัญหาเศรษฐกิจปี 2008 ว่าเป็นเหตุการณ์ Black Swan ที่มีโอกาสเกิดขึ้นนาน ๆ ครั้ง ฤดูหนาวคริปโตในเวลานี้อาจจะเป็น White Swan ที่ทุก ๆ คนควรคิดว่าจะได้เห็นเป็นประจำอยู่แล้วในทุก ๆ หน้าหนาวของโลกคริปโตก็เป็นได้ อย่างเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาในปี 2018 เพียงแค่รอบนี้มี DeFI กองทุนคริปโต ธุรกิจคล้ายธนาคาร รวมไปถึง algorithmic stablecoin มาเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้มันเร็ว และแรงกว่าเดิม

Source: ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
https://www.prachachat.net/finance/news-958015

เพิ่มเติม
- Bitcoin: Why is the largest cryptocurrency crashing? https://www.bbc.com/news/technology-61796155

14/06/2022

โลกวุ่นวาย เงินเฟ้อรุนแรง แต่ทำไมทองคำไม่ขึ้นสักที?

James Rickards นักเศรษฐศาสตร์ อดีต cia และเป็นกูรูทองคำชื่อดัง ซึ่งเขาได้ออกมาบอกว่า ตอนนี้สถาณการณ์ของโลกเต็มไปด้วยความน่ากังวล ทั้งเรื่องของสงคราม เรื่องของการ sanction เรื่องของ supply chain shocks และเรื่องของการเกิดเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ แต่ทำไมทองคำ ที่เป็น safe haven ช่วงหลังนี้ ไม่ค่อยจะพุ่ง

ถ้ามาลองดูฝั่งของ Demand ก็จะมีธนาคารกลางทั่วโลก ตามเก็บทองคำเพิ่มขึ้นถึง 6 % เลยทีเดียว แต่ Demand ของธนาคารกลางก็มีเพียงแค่ 17% ของทั้งโลก เกิดคำถามว่า ทำไมตลาดยังไม่ได้ให้ราคาทองคำ หรือเข้ามาซื้อทองคำสักที ทั้งที่ธนาคารกลาง ก็เป็นกลุ่มคนที่มีความรู้ ความเข้าใจเรื่องของระบบเศรษฐกิจที่ดีต้นๆของโลก แล้วก็เข้าใจระบบของทองคำอีกด้วย

ถ้ามามองถึงจุดนี้แล้ว จริงๆพื้นฐานค่อนข้างดี แต่ว่าอะไรที่กดดันราคาทองคำไม่ให้มันขึ้น? ก็จะมี 2 ปัจจัย อันแรก คือ อัตราดอกเบี้ยนั่นเอง ล่าสุด bond yield พุ่งถึง 3% ก็ถือว่า กดดัน เพราะทองคำ ไม่มีปันผล ไม่ได้ออกดอกออกผล เมื่อเทียบกับการถือพันธบัตรรัฐบาล ที่ตอนนี้ค่อนข้างสูง เช่น 3% ทำให้มีแรงจูงใจในการซื้อพันธบัตร และได้ผลตอบแทนดอกเบี้ยมากกว่า เพราะว่า การถือทองคำก็ดูเหมือนจะมีค่าเสียโอกาส ในการที่ไม่ได้รับดอกเบี้ย

อีกตัวนั้น คือ Dollar index โดย Dollar กับ ตัวทองคำ มีความผูกพันกัน ถ้าดอลลาร์แข็ง ทองคำก็จะร่วง ถ้าดอลลาร์อ่อน ทองคำก็จะขึ้น หากดู 2 ปีที่ผ่านมา Dollar index ก็แข็งขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปีที่แล้ว 90 แต่ตอนนี้ก็วิ่งมาแตะที่ 103 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 10% เลยนะครับ

คำถาม คือ ทำไมถึงเพิ่มขึ้น? เหตุผลง่ายๆ ก็คือว่า ตอนนี้มีการขาดสภาพคล่อง พร้อมทั้งเศรษฐกิจไม่ดี แล้วทำให้คนต้องการเงินดอลลาร์เอามาใช้หนี้ เอามาวิ่งควานหาเงินสด อารมณ์เหมือนเราในช่วงตึงๆ เครียดๆ ก็อยากจะมีเงินสดเก็บไว้ให้ได้มากที่สุด หน้าตาก็จะคล้ายๆแบบนั้น

ท่ามกลางที่มีความไม่แน่นอนของนานาชาติ หรือพวกตลาดที่เกิดใหม่ เกิดความกังวล ต่างคนต่าง แห่เก็บ Dollar แทนที่ ซึ่งทาง James Rickards มองว่า อยู่ในช่วงของการ Slow Ghost หรือว่าการชะลอการเติบโต แต่การเติบโตที่ต่ำก็จะเข้าไปสู่การเกิด recession เพราะเมื่อเกิดทุกคนก็เริ่ม Panic ผู้คนก็เริ่มเททุกอย่าง แล้วมาเข้า safe haven อาจส่งผลให้ทองคำพุ่งขึ้น ในช่วงนั้นเอง

ถึงแม้ตอนนี้ราคาจะแกว่งตัวออกข้าง ไม่ได้พุ่งแรง แต่ก็เป็นโอกาสดีที่จะเข้ามาถือทองคำ (James Rickards พูด) และในช่วงหลัง ทองคำก็มีความผันผวนสอดคล้องกับหนี้ของอเมริกา เรื่องของการพิมพ์เงิน เรื่องของเงินเฟ้อเป็นเทรนขาขึ้น อย่างนั้นช่วงเวลาบางช่วงบางตอน อาจจะสะบัดได้ แต่ว่าโดยรวมก็ยังคงรักษาเทรนได้เป็นอย่างดีครับ

แอดปลา

14/06/2022

จากการที่เงินเฟ้อของอเมริกายังปรับตัวเพิ่มขึ้นมาที่ 8.5% ตลาดเริ่มกังวลเพิ่มขึ้นในการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นของ Fed ในการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย
ส่วนเงินเฟ้อบ้านเราปรับขึ้นมา 7.1% และแนวโน้มน่าจะเพิ่มสูงกว่านี้ เพราะยังมีการอั้นของราคาสินค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันดีเซล หรือที่กระทรวงพาณิชย์เข้าไปควบคุม ทางแบงค์ชาติถึงแม้ครั้งนี้จะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย แต่ได้ส่งสัญญาณชัดเจนในการจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อจะจัดการเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น ส่งผลสะเทือนต่อสินทรัพย์ต่างๆ อย่างตลาดหุ้น มาอ่านกันว่าทำไมตลาดหุ้นไม่ชอบเงินเฟ้อกัน
ถ้าบริษัทไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นไปยังผู้บริโภคได้ ก็จะส่งผลต่อกำไรของกิจการ และเมื่อเงินเฟ้อเพิ่มมากเกินไป ธนาคารกลางอาจปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย
เมื่อมีเงินเฟ้อเริ่มเพิ่มมากเกินไป ธนาคารกลางจมีการะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เราจะได้ยินข้าวว่า FED หรือธนาคารกลางสหรัฐมีแผนจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกหลายครั้งในปีนี้ เพื่อจะควบคุมภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นของอเมริกา ส่วนแบงค์ชาติบ้านเราก็ส่งสัญญาณถึงการขึ้นดอกเบี้ยชัดเจนขึ้น
และเมื่อมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยขึ้น ก็จะส่งผลต่อทั้งดอกเบี้ยเงินฝาก ผลตอบแทนของตราสารหนี้ และดอกเบี้ยเงินกู้ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลต่อตลาดหุ้นได้ ใน 2 ประเด็นหลัก จากการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย
1. เมื่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อภาระดอกเบี้ยจ่ายของบริษัทโดยเฉพาะถ้าบริษัทนั้นมีหนี้สินมาก นอกจากนั้นการกู้เงินเพื่อไปเพิ่มกำลังการผลิต หรือขยายกิจการของผู้ประกอบการต่างๆ ก็จะต้องระวังมากขึ้น ทำให้มีอาจผลต่อการเติบโตในอนาคตได้จากดอกเบี้ยที่ปรับขึ้น โดยเฉพาะกิจการที่มีหนี้สินที่ภาระดอกเบี้ยจ่ายมาก
2. ส่วนกิจการที่ไม่ได้มีหนี้สินมาก ก็มีผลเช่นกัน เนื่องจากเมื่อผลตอบแทนจากสินทรัพย์ไม่เสี่ยงอย่างตราสารหนี้เพิ่มขึ้น ก็ทำให้ความน่าสนใจของหุ้นน้อยลง อธิบายได้จากเรื่องของ earning yield gap
Earning Yield จะคิดมาจาก กำไรหารด้วยราคา หรือก็คือ E/P นั่นเอง ซึ่งก็คือส่วนกลับของ P/E ratio (P/E ratio คือ ราคาหารด้วยกำไร)
Earning Yield Gap = Earning Yield – Bond Yield
จากสมการนี้จะเห็นว่า ถ้านักลงทุนต้องการ Earning Yield Gap เท่าเดิมในการที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ขณะที่ Bond yield หรืออัตราผลตอบแทนของพันธบัตรหรือตราสารหนี้เพิ่ม ก็คือการที่หุ้นต้องมี Earning Yield ที่เพิ่ม เพื่อให้ Earning Yield Gap เท่าเดิม
และก็อย่างที่เล่าไปว่า earning yield คือ ส่วนกลับของ P/E ดังนั้น P/E ของหุ้นก็ควรลดลง ซึ่งการที่ P/E จะลดได้ก็เป็นได้จาก บริษัททำกำไรได้มากขึ้นซึ่งก็จะยากเพราะต้นทุนที่สูงขึ้นไม่สามารถส่งผ่านไปยังผู้บริโภคได้ทั้งหมด และภาระดอกเบี้ยที่ขึ้น หรือ ราคาหุ้นต้องถูกลงนั่นเอง ดังนั้นจะมักเกิดเรื่องของราคาที่หุ้นที่ปรับลดลงมากกว่า

#อัตราผลตอบแทน #ลงทุน #หุ้น #พันธบัตร #พันธบัตรรัฐบาล #หมอยุ่งอยากมีเวลา #เงินเฟ้อ #ดอกเบี้ย #ตลาดหุ้น

05/06/2022

วันนี้ (4 มิ.ย.65) จากกรณีซูเปอร์ดีลการซื้อขายหุ้น Bitkub ของ SCBX ท่ามกลางราคาของเหรียญ KUB Coin ที่ปรับตัวร่วงลงอย่างหนั.....

ที่อยู่

กรุงเทพมหานคร
Phra Nakhon

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Sharekubผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Sharekub:

แชร์

ประเภท