Super Shop เราไม่สามารถควบคุมตลาดได้ แต่เราสามารถคุมคุณภาพของเราได้ ศูนย์ซ่อมระบบเบรค คลัช Suspention ตั้งศูนย์ เจียร์จานเบรค และเจียร์จานเบรคแบบประชิด

29/05/2025
04/02/2025
27/02/2023

น้ำมันเครื่อง “สังเคราะห์แท้” กับ “กึ่งสังเคราะห์” แบบไหนดีกว่ากัน?

เมื่อถึงรอบระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เจ้าของรถหลายคนอาจลังเลว่าควรเลือกใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ 100% หรือกึ่งสังเคราะห์ดีกว่ากัน เพราะทั้งสองแบบมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันพอสมควร แถมยังใช้งานได้เหมือนๆ กัน วันนี้ Sanook Auto จะพาคุณผู้อ่านไปรู้จักคุณสมบัติของน้ำมันเครื่องแต่ละแบบว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง และควรเติมน้ำมันเครื่องประเภทไหนจึงจะดีที่สุด

น้ำมันเครื่องในปัจจุบันมีกี่แบบ?

น้ำมันเครื่องสามารถแบ่งออกเป็น 3 เกรดหลักๆ ได้แก่

น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ 100% (Fully-synthetic)
น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ (Semi-synthetic)
น้ำมันเครื่องธรรมดา (Mineral)
ซึ่งแน่นอนว่าน้ำมันเครื่องชนิดสังเคราะห์แท้ 100% ย่อมจะมีราคาสูงกว่าน้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์และแบบธรรมดา เนื่องมาจากน้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้มีส่วนผสมที่ดีกว่าน้ำมันเครื่องประเภทอื่น โดยนอกจากจะใช้น้ำมันพื้นฐานที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ (Mineral Oil) ซึ่งเป็นน้ำมันที่ได้จากธรรมชาติแล้วนั้น ยังผ่านการปรับแต่งเพื่อให้มีคุณสมบัติในการเป็นสารหล่อลื่นได้ดีกว่า รวมถึงมีสารเพิ่มประสิทธิภาพ (Additives) ในปริมาณที่สูงกว่า ช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของเครื่องยนต์ได้ดีกว่าในระยะยาว

นอกจากนี้ น้ำมันเครื่องประเภทสังเคราะห์แท้ 100% ยังสามารถทำหน้าที่ลดการสึกหรอได้ดีในช่วงที่เครื่องยนต์อุณหภูมิสูง อันเป็นผลจากความเสถียรที่สูงกว่าของค่าดัชนีความหนืด ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการสึกหรอของเครื่องยนต์ได้ดีกว่าแล้ว ยังมีผลในด้านการเพิ่มสมรรถนะการทำงานของเครื่องยนต์ อีกทั้งน้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ 100% ยังมีความทนต่อการทำปฏิกิริยากับออกซิเจน (Oxidation) ทำให้คุณสมบัติการหล่อลื่นมีความทนทาน ไม่เสื่อมสภาพง่าย ส่งผลให้มีระยะการใช้งานยาวนานกว่า ยืดระยะการเปลี่ยนถ่ายได้นานกว่าน้ำมันเครื่องประเภทอื่นนั่นเอง

ส่วนน้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ (Semi-synthetic) ที่หลายคนนิยมใช้ เนื่องจากมีราคาประหยัดกว่าน้ำมันเครื่องแบบสังเคราะห์แท้เกือบเท่าตัว อันที่จริงแล้วก็คือน้ำมันเครื่องเกรดธรรมดา (Mineral) ที่มีส่วนผสมของน้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ (Fully-synthetic) อย่างน้อย 10% ขึ้นไป ส่งผลให้ประสิทธิภาพการหล่อลื่นทำได้ดีกว่าน้ำมันเครื่องเกรดธรรมดา โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเท่ากับน้ำมันเครื่องเกรดสังเคราะห์แท้ แลกกับอายุการใช้งานที่สั้นกว่า

ระยะการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องของแต่ละเกรด

น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ 100% เปลี่ยนถ่ายทุก 10,000 - 15,000 กม.
น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ เปลี่ยนถ่ายทุก 7,000 - 10,000 กม.
น้ำมันเครื่องธรรมดา (Mineral) เปลี่ยนถ่ายทุก 5,000 - 7,000 กม.
แม้ว่าน้ำมันเครื่องแต่ละเกรดจะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป แต่ก็สามารถเติมได้ทั้งหมดโดยไม่จำเป็นต้องเลือกเฉพาะเกรดสังเคราะห์แท้ 100% เท่านั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามระยะที่กำหนดเสมอ ก็จะช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ได้แล้วครับ

14/02/2022
04/11/2021

ลมยางรถยนต์เติมกี่ปอนด์จึงจะดีที่สุด?

การเติมลมยางเป็นขั้นตอนดูแลรักษารถยนต์เบื้องต้นที่หลายคนมองข้าม ซึ่งไม่ว่าลมยางจะอ่อนหรือแข็ง ล้วนแต่ส่งผลต่อสมรรถนะของตัวรถและความปลอดภัยในการขับขี่ด้วยกันทั้งสิ้น แล้วรู้หรือไม่ว่าการเติมลมยางรถยนต์ควรเติมมากน้อยแค่ไหนจึงจะเรียกว่าเหมาะสม

แรงดันลมยางที่เหมาะสมสำหรับรถยนต์ทั่วไป ทั้งล้อหน้าและล้อหลังควรมีแรงดันลมยางอยู่ที่ 30-32 PSI (ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) ซึ่งเป็นลมยางที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน 1-2 คน แต่หากจำเป็นต้องบรรทุกผู้โดยสารเต็มคัน 5 ที่นั่ง รวมถึงยังมีสัมภาระท้ายรถ ก็ควรเพิ่มแรงดันลมยางล้อหน้าเป็น 33-35 PSI และล้อหลังควรเพิ่มเป็น 37-39 PSI เพื่อชดเชยกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมา ลดปัญหายางระเบิดขณะขับขี่ที่ความเร็วสูงได้

ส่วนรถปิกอัพควรเติมลมยางมากกว่ารถเก๋งทั่วไป โดยหากไม่มีสิ่งของบรรทุกควรเติมล้อหน้าอยู่ที่ 36-38 PSI และล้อหลังอยู่ที่ 40-42 PSI หากมีน้ำหนักบรรทุกด้านท้ายควรเพิ่มลมยางล้อหลังขึ้นเป็น 49-51 PSI เพื่อป้องกันยางระเบิดได้

ทั้งนี้ การเติมลมยางมากเกินพอดี จะไปลดประสิทธิภาพการเกาะถนนของยาง และอาจทำให้ยางสึกผิดปกติ รวมถึงทำให้การขับขี่แข็งกระด้าง ขณะที่การเติมลมยางอ่อนเกินไป ก็อาจเสี่ยงต่อการระเบิดขณะบรรทุกหนักหรือขับขี่ด้วยความเร็วสูงได้

แต่หัวใจสำคัญเกี่ยวกับการดูแลรักษายางรถยนต์ คือ ต้องหมั่นตรวจเช็กลมยางอย่างน้อยที่สุดเดือนละ 1 ครั้ง และสังเกตยางแต่ละเส้นว่าแบนผิดปกติหรือไม่ เพราะแปลว่าอาจเกิดการรั่วซึมของยางได้

10/08/2021

เปลี่ยนยางแค่ 2 เส้นต้องใส่ไว้ที่ ”ล้อหน้า” หรือ ”ล้อหลัง” ถึงจะถูกต้อง?

โดยปกติแล้วร้านเปลี่ยนยางหรือศูนย์บริการ จะแนะนำให้เจ้าของรถเปลี่ยนยางพร้อมกันทั้ง 4 เส้นในเวลาเดียวกัน แต่หากไม่สะดวกเปลี่ยนยางพร้อมกันทุกเส้น เราสามารถเปลี่ยนยางเพียง 2 เส้นก่อนได้หรือไม่?

คำตอบคือ “ได้” ไม่มีปัญหาแน่นอนครับ หากคุณไม่สะดวกที่จะเปลี่ยนยางพร้อมกันทั้ง 4 เส้น สามารถเปลี่ยนเพียง 2 เส้นก่อนได้ โดยเลือกยางเดิมที่มีสภาพดีที่สุดไว้ 2 เส้น และเปลี่ยนเส้นใหม่อีก 2 เส้น

ข้อแนะนำเมื่อเปลี่ยนยางเพียง 2 เส้น

ยางใหม่ทั้ง 2 เส้น ควรมีขนาดเท่ากันและเป็นยางประเภทเดียวกับยางเดิมที่ใช้อยู่ โดยจะต้องเปลี่ยนยางคู่ใหม่ที่ล้อหลังก่อนเสมอ เมื่อถึงเวลาสะดวกจึงค่อยเปลี่ยนยางคู่หน้า (ยางเดิม) ในภายหลัง

ทำไมต้องนำยางใหม่ไปไว้ข้างหลัง?

ผู้ผลิตยางรถยนต์ระดับโลกอย่างมิชลินระบุว่า ยางใหม่มีการยึดเกาะถนนที่ดีกว่ายางเก่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะใช้บนถนนเปียกหรือมีน้ำท่วมขัง ดังนั้น การนำยางใหม่ไปไว้ยังล้อคู่หลังจะช่วยลดโอกาสการเกิดอาการท้ายปัด (Oversteer) บนพื้นเปียกได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับการติดตั้งยางใหม่ไว้ที่ล้อคู่หน้า แม้ว่าการติดตั้งยางในลักษณะนี้อาจขัดกับความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ที่เข้าใจว่าควรนำยางใหม่ไปไว้ที่ล้อคู่หน้า เนื่องจากเป็นล้อที่มีการสึกหรอมากกว่านั่นเอง

รู้แบบนี้หากจำเป็นต้องเปลี่ยนยางเพียง 2 เส้นจริงๆ ก็ควรติดตั้งยางเส้นใหม่อย่างถูกต้องด้วยนะครับ

17/07/2021

รู้หรือไม่ว่า "ดอกยาง" ไม่ได้ช่วยให้รถเกาะถนนแต่อย่างใด!

หลายคนยังมีความเข้าใจผิดว่า "ดอกยาง" มีไว้เพื่อให้รถเกาะถนนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งอันที่จริงมีส่วนถูกเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะอันที่จริงดอกยางมีไว้สำหรับ "รีดน้ำ" ต่างหากล่ะ!

อันที่จริงแล้ว ยิ่งหน้ายางแนบสนิทไปกับพื้นถนนมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้รถเกาะถนนมากขึ้นเท่านั้น หากเทียบกันระหว่างยางที่มีความกว้างเท่ากัน ยางที่ไม่มีดอกยางจะสามารถยึดเกาะถนนได้ดีกว่ายางที่มีดอกยาง ส่งผลให้รถแข่งทางเรียบทั้งหลายมักเลือกใช้ยางไร้ดอก (Slick) ซึ่งมีพื้นผิวเรียบช่วยเพิ่มการยึดเกาะถนนได้ดีกว่ายางรถบ้านทั่วไป และลดแรงต้านทานที่เกิดจากดอกยางได้อีกด้วย (แต่หากจู่ๆ เกิดฝนตกขึ้นมาระหว่างการแข่งขัน รับรองว่าไถลออกนอกสนามกันเป็นว่าเล่นอย่างแน่นอน ยิ่งใช้ความเร็วสูงมากเท่าไหร่ยิ่งไม่รอด)

แต่รถบ้านทั่วไปที่ใช้บนถนนปกตินั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีดอกยางเพื่อช่วย "รีดน้ำ" เมื่อขับผ่านแอ่งน้ำหรือระหว่างฝนตก ยิ่งดอกยางลึกมากเท่าไหร่ก็ยิ่งจะมีประสิทธิภาพการรีดน้ำมากขึ้นเท่านั้น ในทางตรงกันข้าม หากดอกยางเริ่มสึกลงก็จะมีประสิทธิภาพในการรีดน้ำลดลงเช่นกัน

กรณีขับรถผ่านแอ่งน้ำ ยางที่เสื่อมสภาพจนแทบไม่เหลือดอกยางนั้น จะไม่สามารถรีดน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ จนทำให้เกิดชั้นของน้ำแทรกกลางระหว่างหน้ายางและพื้นถนน (Hydroplaning) จึงสูญเสียประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนไป ส่งผลให้รถเสียหลักได้ในที่สุด ถึงแม้ว่ารถจะมีระบบควบคุมเสถียรภาพ (เช่น VSC, VSA, ESP, DSC,... หรืออื่นๆ ตามแต่ละผู้ผลิตรถยนต์จะเรียก) ก็แทบจะไร้ประโยชน์เนื่องจากหน้ายางไม่สัมผัสพื้นถนนไปแล้วนั่นเอง

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นฤดูร้อนหรือฤดูฝน ก็ควรตรวจสอบสภาพยางรถยนต์ว่ามีดอกยางเหลือมากกว่า 3 มม. ขึ้นไป เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อนั่นเองครับ

https://www.sanook.com/auto/79823/
11/05/2021

https://www.sanook.com/auto/79823/

ปัญหารถยางแบนถือเป็นปัญหาระดับเบสิกที่เกิดขึ้นได้กับผู้ใช้รถทุกคน แล้วถ้าเผลอขับรถเหยียบตะปูจนยางแบน.....

28/02/2020

รถใช้ตามท้องถนนมักจะมีสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานที่อุณหภูมิต่ำ สูง หากใช้ในท้องสนามควรเลือกใช้ผ้าเบรกที่มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานที่อุณหภูมิสูง สูง
แต่ผ้าเบรกก็ไม่ใช่ทุกอย่างของระบบเบรก
การเบรกคือการเปลี่ยนพลังงานจลน์ของรถไปเป็นพลังงานความร้อน โดยเบรกจะทำหน้าที่ลดความเร็วของล้อเพื่อให้ล้อสร้างแรงเสียดทานกับพื้นถนน
นอกจากผ้าเบรกแล้ว ระบบเบรกยังมีส่วนประกอบอีกมากมาย ตั้งแต่ กระปุกน้ำมันเบรก, น้ำมันเบรก, ลูกสูบคาลิเปอร์เบรก, ล้อ, โช็คหน้า, ฯลฯ

ที่อยู่

Nonthaburi
11110

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 18:00
อังคาร 08:00 - 18:00
พุธ 08:00 - 18:00
พฤหัสบดี 08:00 - 18:00
ศุกร์ 08:00 - 18:00
เสาร์ 08:00 - 18:00

เบอร์โทรศัพท์

+66877111723

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Super Shopผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์