Sage Capital Limited - Boutique Financial Advisor

Sage Capital Limited - Boutique Financial Advisor Sage Capital is a SEC-approved financial advisor. Please visit our website www.sage-capital.biz

We provide financial advisory services in the following areas:

1) Merger & Acquisition
Offer advisory services together with execution capability on domestic and cross-border M&A transactions, covering M&A strategy development, target identification, deal structuring, financing arrangement, due diligence and valuation, negotiation, closing and monitoring.

2) Corporate & Financial Restruc

turing
Develop solutions to complex problems in corporate and financial restructuring. The services cover formulating and implementing restructuring plan which may include reorganization process under the bankruptcy court, structuring special purpose vehicle or securities to be issued, assisting in negotiation with various stakeholders, repackaging and divesting non-core assets.

3) Capital Markets
Advise on the preparation and implementation of capital raising through IPO, private placement, debt instrument and other vehicles. The services include corporate restructuring, structuring funding alternatives, formulating placement strategy and ensuring a successful transaction by coordinating with potential investors.

4) Corporate Finance
Advise on a wide range of financing alternatives to match clients’ diverse requirements and constraints. Sources include money market instruments, term loan, property fund, structured finance, project finance, and other credit facilities.

5) Financial Advisory
Provide financial advisory services including feasibility study, valuation, fairness opinion, and financial risk management.

 #เนื้อแท้
16/07/2026

#เนื้อแท้

สรุปแถลง “เนื้อแท้” ขาดสภาพคล่อง ขยายสาขาเร็วเกิน ตอนนี้จ่ายเงินพนักงานแล้ว - MarketThink
- ล่าสุด คุณ​โต-วีรชน ศรัทธายิ่งและคุณตาล-นภศูล รามบุตร ผู้ก่อตั้งร้านเนื้อแท้ ได้โพสต์คลิปชี้แจงประเด็นก่อนหน้าที่ว่า ทางร้านมีการค้างเงินเดือนพนักงาน รวมถึงเริ่มมีการทยอยปิดหลายสาขา

แล้วเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ? MarketThink สรุปมาให้เป็นข้อ ๆ

1. จุดเริ่มต้นของปัญหาคือ ช่วงโรคระบาด

ปัญหาสภาพคล่องของเนื้อแท้เริ่มมาจากช่วงโรคระบาดที่ทำให้ดำเนินธุรกิจได้ยาก จนทางร้านขาดสภาพคล่องและเริ่มไม่มีเงินพอจะจ่ายเงินเดือนพนักงาน

คุณโตบอกว่า ในตอนนั้นได้ตัดสินใจขายหุ้นส่วนของตัวเองส่วนหนึ่ง ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 60 ล้านบาท ให้บุคคลหนึ่งที่เสนอให้ความช่วยเหลือ เพื่อเอามาใช้จ่ายเงินเดือนพนักงานไปก่อน ก่อนเรื่องนี้จะนำมาสู่ปัญหาต่อมา

ทั้งนี้ หลังจากที่ขายหุ้นแล้ว ฝั่งคุณโตและคุณตาลยังเป็นหุ้นส่วนใหญ่ที่สุดอยู่

2. ปัญหาที่ว่าก็คือ การขยายสาขาเร็วเกินไป

คุณโตชี้แจงว่า คนที่มาซื้อหุ้นต่อได้เสนอว่าจะมาช่วยแก้ปัญหาของเนื้อแท้ แต่มีเงื่อนไขว่าทางร้านต้องทำยอดขายให้โตเรื่อย ๆ จนเข้าตลาดหลักทรัพย์ให้ได้

จุดนี้ทำให้ทิศทางในการทำธุรกิจของเนื้อแท้ เน้นไปทาง “เร่งขยายสาขา” ซึ่งทั้งคู่ยอมรับว่า ที่ผ่านมา มีการขยายสาขาเร็วเกินไป จนทำให้เกิด Hidden Cost ตามมาเยอะ

เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสภาพคล่องในครั้งนี้นั่นเอง

3. เนื้อแท้เริ่มไม่มีเงินทำธุรกิจ

จากปัญหาสภาพคล่องดังกล่าว ทำให้เนื้อแท้ขาดเงินทุนในการดำเนินธุรกิจ แม้ทางผู้บริหารจะแก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยการไม่รับเงินเดือนแล้ว

แต่ก็ยังรับมือไม่ไหวอยู่ดี จนทำให้เราเริ่มเห็นกระแสว่า
- เนื้อแท้ไม่จ่ายเงินเดือนพนักงาน
- เนื้อแท้ไม่มีเงินพอจ่ายค่า “วัว” ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของร้าน
- ร้านเนื้อแท้หลายสาขาปิดตัวลง

ทั้งหมดนี้เกิดจากปัญหาเรื่องสภาพคล่อง และทั้งคู่ยืนยันว่า ที่ผ่านมาทางร้านดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญกับพนักงานเป็นอันดับแรกเสมอ และไม่ได้อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น

4. ตอนนี้เนื้อแท้จ่ายเงินพนักงานแล้ว 100%

ตอนนี้มีตัวละครสำคัญเข้ามาช่วยเนื้อแท้แล้ว นั่นก็คือ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ที่เสนอให้เงินทุนเข้ามาดำเนินธุรกิจต่อ

ทำให้ตอนนี้เนื้อแท้ได้จ่ายเงินเดือนให้พนักงานครบ 100% และมีทุนสำหรับซื้อวัว ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของทางร้านมาทำธุรกิจได้เหมือนเดิม

พร้อมบอกว่า หลังจากปัญหานี้ แนวทางการทำธุรกิจของเนื้อแท้จะกลับมาสู่แบบดั้งเดิม จะไม่เน้นขยายสาขาเยอะ ๆ แล้ว

แต่จะเน้นไปที่การพัฒนาคุณภาพอาหาร รวมไปถึงเมนูใหม่ ๆ ให้ตอบโจทย์ลูกค้าเหมือนตอนเริ่มต้น

5. จากเรื่องนี้ คุณโตและคุณตาล ก็ได้ขอโทษหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น

- เกษตรกรไทย โดยทั้งคู่เคยมีโครงการที่จะให้เกษตรกรไทยพัฒนาวัวให้ได้ตามสเปกของร้านเนื้อแท้ พร้อมสัญญาว่าจะรับซื้อตามจำนวนที่กำหนด

แต่หลังจากเกิดปัญหาสภาพคล่อง ทำให้เนื้อแท้ไม่สามารถรับซื้อวัวได้ตามสัญญา และบอกว่าหลังจากนี้จะกลับมาทำโครงการต่อแน่นอน

- ขอโทษลูกค้า เพราะจากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้พนักงานในร้านเนื้อแท้ลดลงพอสมควร ทำให้หลังจากนี้อาจจะดูแลลูกค้าได้ยังไม่เต็มที่ แต่คุณภาพการบริการจะกลับมาดีแน่นอน

#เนื้อแท้

07/07/2026

ข่าวใหญ่ล่าสุดสะเทือนตลาดหุ้นไทย.....แฟ้มลับตลาดทุน! ตามรอย "หญิงปริศนา" โผล่ฮุบหุ้น TRUE ทะลุ 7% แต่บริษัทลั่น... "หาตัวไม่เจอ!" 🚨

หากนี่คือพล็อตภาพยนตร์สืบสวน คงต้องตั้งชื่อเรื่องว่า "The Phantom Investor: หุ้นลับ... ฉบับไร้เงา"

เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดทุนไทยตอนนี้ เต็มไปด้วยความลึกลับและเงื่อนงำที่ชวนให้ตั้งคำถาม เมื่อปรากฏชื่อของหญิงสาวคนหนึ่งในฐานะ "ผู้ถือหุ้นใหญ่" ระดับหมื่นล้าน แต่กลับไม่มีใครยืนยันตัวตนของเธอได้เลย!

เกิดอะไรขึ้นกับระบบรายงานข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์? เรามาแกะรอยเรื่องนี้ไปทีละสเตปแบบเน้นข้อเท็จจริง และปลอดภัยไร้การฟันธงกันครับ 🕵️‍♂️👇

📂 บทที่ 1: การปรากฏตัวระดับ "หมื่นล้าน"

เรื่องราวความตื่นเต้นเริ่มขึ้นเมื่อระบบข้อมูลแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ของ ก.ล.ต. มีการเปิดเผยข้อมูลว่า บุคคลธรรมดาชื่อ "นางสุภาพร พิมพงษ์" ได้เข้าถือครองหุ้นของบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่อย่าง TRUE ในสัดส่วนที่สูงทะลุ 7%!

ตัวเลข 7% ในบริษัทระดับนี้ไม่ใช่น้อยๆ นะครับ มูลค่ามันมหาศาลระดับหมื่นล้านบาท การขยับตัวระดับนี้ย่อมสร้างความสั่นสะเทือนและดึงดูดสายตาของนักลงทุนทั้งกระดาน

🚫 บทที่ 2: คดีพลิก! เมื่อ TRUE ประกาศ "ไม่พบข้อมูล"

ความลึกลับเริ่มก่อตัวขึ้น เมื่อบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ร่อนหนังสือด่วนแจ้งไปยังบริษัทหลักทรัพย์และนักลงทุนสถาบัน ระบุชัดเจนว่า... "จากการตรวจสอบภายใน ไม่พบข้อเท็จจริงที่สอดคล้องกับข้อมูลดังกล่าว!" ในวันที่ 6/7/2026 หรือวันนี้นี่เอง

พูดง่ายๆ คือ บริษัทไม่พบข้อมูลยืนยันว่ามีการถือครองหุ้น หรือมีธุรกรรมการซื้อขายหุ้นตามที่ปรากฏในแบบรายงานของ ก.ล.ต. เลยแม้แต่น้อย!

ทำให้ TRUE ต้องเร่งประสานให้ ก.ล.ต. เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นการด่วน โดยเบื้องต้นคาดว่าอาจเกิดจากความคลาดเคลื่อนในการยื่นข้อมูล, ความผิดพลาดของเอกสาร หรือสาเหตุอื่นที่ยังไม่อาจสรุปได้

🕰️ บทที่ 3: ย้อนรอย 7 ปี... ชื่อนี้ไม่ได้มาครั้งแรก!

นี่คือจุดที่ทำให้เรื่องนี้น่าขนลุก! แหล่งข่าวในตลาดทุนได้ลองขุดประวัติย้อนหลัง และพบข้อมูลที่น่าตกใจว่า... ชื่อของบุคคลนี้ ไม่ได้เพิ่งปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรก!

ตั้งแต่ปี 2561 (หรือกว่า 6 ปีที่แล้ว) ชื่อนี้เคยไปปรากฏอยู่ในการยื่นแบบรายงาน 246-2 ที่เกี่ยวข้องกับหุ้นระดับบิ๊กแคปของไทยมาแล้วอย่างน้อย 6 บริษัท! ได้แก่ TRUE, KBANK, AAV, BBL, GLS และ MAJOR ซึ่งในหลายๆ กรณีที่ผ่านมา ก็มักจะมีข้อสังเกตและคำถามตามมาถึง "ความถูกต้อง" ของข้อมูลที่ยื่นเข้าไปเสมอ

คำถามตัวโตๆ จึงเกิดขึ้นว่า... หากชื่อนี้วนเวียนอยู่ในการรายงานข้อมูลที่ถูกตั้งคำถามมาตลอดหลายปี เหตุใดระบบจึงปล่อยผ่านข้อมูลเหล่านี้สู่สาธารณะได้?

🔎 บทที่ 4: ช่องโหว่ของระบบ และทางออก?

เหตุการณ์นี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่กับ TRUE แต่กำลังสั่นคลอน "ความน่าเชื่อถือ" ของระบบเปิดเผยข้อมูล (แบบ 246-2) ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่นักลงทุนใช้ติดตามความเคลื่อนไหวของบริษัท

เสียงสะท้อนจากผู้เชี่ยวชาญในตลาดทุนจึงเรียกร้องให้ ก.ล.ต. อัปเกรดระบบด่วน!

ต้องมีระบบ Identity Verification ยืนยันตัวตนคนยื่นเอกสารให้รัดกุม

ต้องมีกลไกคัดกรองความสมเหตุสมผลของข้อมูลก่อนกดเผยแพร่

หากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นการจงใจยื่นข้อมูลเท็จ (ปั่นป่วนตลาด) ควรประสานตำรวจไซเบอร์ (CCIB) หรือ DSI เพื่อสืบสวนหาผู้อยู่เบื้องหลังอย่างเด็ดขาด!

⚠️ [DISCLAIMER: ข้อควรระวังในการเสพข่าว] ⚠️

โพสต์นี้เป็นการสรุปตามรายงานข่าวและข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะเท่านั้น ปัจจุบัน สำนักงาน ก.ล.ต. ยังไม่ได้ประกาศผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ และ ยังไม่มีการยืนยันถึงสาเหตุ หรือระบุว่ามีบุคคลใดกระทำความผิดทางกฎหมาย

เรื่องนี้อาจเป็นเพียงความขัดข้องทางเทคนิค (Technical Error) หรือความคลาดเคลื่อนของเอกสารก็เป็นได้ เราในฐานะนักลงทุนและผู้สังเกตการณ์ ต้องติดตามบทสรุปจาก ก.ล.ต. อย่างมีสติ และไม่ด่วนตัดสินหรือกล่าวหาใครครับ

ทุกคนคิดเห็นอย่างไรกับความลึกลับของระบบ 246-2 ในครั้งนี้? คอมเมนต์แลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลยครับ (ขอแบบสร้างสรรค์และไม่พาดพิงให้เกิดความเสียหายนะครับ!) 👇

#หุ้นไทย #กลต #ตลาดทุนไทย #ข่าวหุ้น

20/06/2026

สรุปมหากาพย์ ขบวนการปล้นเงินภาษี 4,300 ล้าน ของ (อดีต) อธิบดีกรมสรรพากร | WealthThink
การปล้นเงินระดับพันล้านบาทในภาพยนตร์ มักต้องมีแผนการเจาะตู้เซฟสุดล้ำ หรือทีมโจรกรรมพร้อมอาวุธครบมือ

แต่การปล้นระดับชาติที่เคยเกิดขึ้นจริงในประเทศไทย กลับไม่ต้องใช้อาวุธใด ๆ นอกจากกระดาษ ที่ถูกนำมาใช้เป็นใบกำกับภาษีปลอม

แล้วคนบงการก็ไม่ต้องสวมไอ้โม่งปิดบังใบหน้า เพราะเขาสวมชุดข้าราชการ มียศ และนั่งอยู่ในตำแหน่งสูงสุดของหน่วยงานที่ทำหน้าที่เก็บภาษีคนทั้งประเทศ

นี่คือ คดีทุจริตที่อาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย มาเล่นแร่แปรธาตุ เสกเงินภาษีของประชาชน ให้กลายเป็นทองคำแท่งกว่า 20,000 บาททอง คิดเป็นมูลค่าเกือบ 1,500 ล้านบาท

และล่าสุด มหากาพย์การโกงนี้ก็เดินทางมาถึงบทสรุปอย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากต่อสู้ทางกฎหมายกันมานานกว่า 10 ปี

คำถามคือ ขบวนการนี้อาศัยช่องโหว่ไหน และทำงานอย่างไร ?

มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย

เรื่องราวการโกงระดับประเทศคดีนี้ เริ่มต้นขึ้นในช่วงปี 2555 โดยอาศัยการเจาะช่องโหว่ของกลไกพื้นฐาน ที่คนไทยแทบทุกคนคุ้นชื่อกันดี

นั่นคือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT

เวลาที่กิจการซื้อสินค้า วัตถุดิบ หรือบริการภายในประเทศ เพื่อประกอบธุรกิจ ราคาที่จ่ายก็มักจะถูกบวก VAT 7% เข้าไปด้วยเสมอ

ในมุมของบริษัทส่วนนี้จะเรียกว่า “ภาษีซื้อ”

และเมื่อบริษัทขายสินค้าที่ตัวเองผลิตออกไป ก็จะเก็บ VAT จากลูกค้า ส่วนนี้เรียกว่า “ภาษีขาย” โดยปกติจะเก็บที่ VAT 7%

แต่ถ้าส่งออกไปต่างประเทศจะสามารถคิด VAT ในอัตรา 0% ได้ เพราะภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ สามารถส่งออกสินค้าไปแข่งขันในตลาดโลกได้

กลไกสำคัญอยู่ตรงที่ในทุก ๆ เดือน บริษัทจะต้องมีการนำภาษีขาย มาหักลบกับภาษีซื้อ เพื่อดูว่าเดือนนั้นต้องจ่ายภาษีเพิ่ม หรือได้เงินภาษีคืน

ทีนี้ก็เท่ากับว่า ถ้าเราทำธุรกิจซื้อวัตถุดิบในประเทศ และจ่าย VAT 7% ไปก่อนแล้ว แต่ตอนส่งสินค้านั้นไปขายต่างประเทศ ทำให้ไม่ได้เก็บ VAT ลูกค้า

พอเอาตัวเลขสองฝั่งมาหักลบกัน บริษัทจึงอยู่ในสถานะจ่ายภาษีเกิน ทำให้มีสิทธิขอคืนเงินภาษี 7% ที่จ่ายไปตอนแรกคืนได้

จุดนี้เองเป็นช่องโหว่สำคัญ ที่ถูกนำมาดัดแปลงให้กลายเป็นเครื่องจักรผลิตเงินให้กับขบวนการนี้

และเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนตั้งแต่ต้นจนจบ ก็สามารถสรุปออกมาเป็น 5 ขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้

1. ตั้งบริษัทผี และจ้างชาวบ้านเป็นนอมินี

ขบวนการนี้เริ่มต้นด้วยการไปจดทะเบียนตั้งบริษัทขึ้นมากกว่า 60 แห่ง โดยอ้างว่าเป็นธุรกิจรับซื้อและส่งออกเศษเหล็ก

แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบกลับพบว่า บริษัทเหล่านี้เป็นเพียงห้องเช่าว่างเปล่า ตึกแถวร้าง หรือบ้านไม้เก่า ๆ ที่ไม่มีแม้แต่เศษเหล็กอยู่เลย

มันเป็นเพียงบริษัทผีบนแผ่นกระดาษ หรือที่ในโลกการเงินเรียกว่า Shell Company

และเพื่อไม่ให้สาวถึงตัวการใหญ่ พวกเขาใช้วิธีไปจ้างชาวบ้านตาดำ ๆ ด้วยเงินเพียงไม่กี่พันบาท ให้มาเซ็นชื่อเป็นกรรมการ และผู้ถือหุ้นในบริษัท

โดยที่ชาวบ้านเหล่านั้นไม่รู้ตัวเลยว่า ชื่อของตัวเองถูกเอาไปแขวนไว้ในบริษัทที่มีเงินหมุนเวียนนับร้อยล้านบาท และกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปล้นชาติ

2. เสกเอกสารทิพย์ เพื่อขอเงินคืนภาษี

เมื่อมีบริษัทนอมินีพร้อมแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็เป็นการเสกหลักฐานปลอมขึ้นมา เพื่อใช้ตบตาระบบของกรมสรรพากร โดยมีทั้งคนที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและบัญชี เข้ามามีส่วนร่วมด้วย

ขาฝั่งซื้อ ใช้ใบกำกับภาษีซื้อปลอม โดยทำเอกสารอ้างว่า บริษัทได้ซื้อเศษเหล็กจำนวนมาก และได้ทำการจ่าย VAT 7% ไปแล้ว

ขาฝั่งขาย ใช้ใบขนสินค้าขาออกปลอม โดยทำเอกสารอ้างว่า ได้ส่งออกเศษเหล็กทั้งหมดไปขายต่างประเทศ ซึ่งได้รับสิทธิ VAT 0%

ทีนี้เท่ากับว่า ตอนซื้อจ่ายภาษีไป 7% แต่ตอนส่งออกภาษี 0% บริษัทผีเหล่านี้จึงมีสิทธิยื่นขอเงินคืนภาษี ที่อ้างว่าจ่ายไปในตอนแรกจากกรมสรรพากรทันที

ทั้งที่ความจริงคือ ไม่มีการซื้อขายเศษเหล็กอยู่จริงเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ทุกอย่างเป็นแค่เพียงการแต่งตัวเลขขึ้นมาลอย ๆ บนแผ่นกระดาษ เพื่อจับเสือมือเปล่าเท่านั้น

3. ใช้อำนาจปิดปาก แล้วเซ็นอนุมัติเช็ค

ตามปกติการที่บริษัทห้องแถวร้างเพิ่งตั้งใหม่ จะมาขอคืนภาษีทีละ 50 ล้านบาท ย่อมทำให้เจ้าหน้าที่สรรพากรสงสัยและลงไปตรวจสอบ

แต่ขบวนการนี้พวกเขามีตัวบงการเป็นคนใหญ่คนโตคอยคุมเกมอยู่เบื้องหลัง ซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงอธิบดีกรมสรรพากร และข้าราชการระดับ C9 ในพื้นที่ คอยประสานงานให้

ทำให้แม้จะพบความผิดปกติ พวกเขาก็สามารถใช้อำนาจสั่งให้ยุติการตรวจสอบ และกดดันให้รีบทำเรื่องอนุมัติคืนเงินภาษีให้บริษัทเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว

เช็คคืนเงินภาษีมูลค่ารวมกว่า 4,300 ล้านบาท จึงถูกเซ็นอนุมัติผ่านฉลุยออกมาได้อย่างง่ายดายครั้งแล้วครั้งเล่า

4. ฟอกเงินผ่านทองคำแท่ง

เมื่อได้เช็คคืนเงินภาษีมาแล้ว พวกเขาก็รู้ดีว่า ถ้านำเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้โอนเข้าบัญชีตัวเองตรง ๆ จะทิ้งร่องรอยให้ถูกจับได้ภายหลัง

พวกเขาจึงใช้วิธีนำเช็คไปขึ้นเงิน แล้วเบิกเป็นเงินสดออกมาทีละหลายสิบล้านบาท ยัดใส่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่

ทำซ้ำ ๆ แบบนี้ กระจายไปหลายธนาคาร เพื่อหลบสายตาและการตรวจสอบของธนาคาร

จากนั้นก็หิ้วกระเป๋านำเงินสดนั้นไปตระเวนซื้อทองคำแท่งตามร้านทองชื่อดัง โดยใช้ชื่อของนอมินีมาบังหน้า

5. บทสรุปจุดจบของขบวนการปล้นชาติ

เมื่อเงินร้อนถูกฟอกเปลี่ยนสภาพไปเป็นทองคำแท่ง พวกเขาก็อาจย่ามใจและคิดว่าแผนการฟอกเงินนี้แนบเนียน จนตัดตอนเส้นทางการเงินได้สำเร็จแล้ว

แต่ความลับไม่มีในโลก เมื่อมีจดหมายร้องเรียนลับ ถูกส่งตรงไปที่กระทรวงการคลังเพื่อแฉว่า มีการคืนภาษีให้กลุ่มบริษัทส่งออกเหล็กในจำนวนเงินที่สูงผิดปกติ

ขณะเดียวกัน สื่อมวลชนก็มีการลงพื้นที่ไปขุดคุ้ยจนความแตก ว่าบริษัทส่งออกระดับร้อยล้านบาทเหล่านั้น ล้วนเป็นแค่ตึกแถวร้างที่มีชาวบ้านตาสีตาสาเป็นนอมินี

การสืบสวนนำไปสู่การแกะรอยเส้นทางการเงิน และบุกตรวจค้น จนแจ็กพอตแตก เมื่อเจอทองคำแท่งปริศนาปริมาณมหาศาลซ่อนอยู่ในตู้เซฟ

ตอนแรก ตัวการใหญ่อย่างอดีตอธิบดีพยายามสู้คดีหัวชนฝา อ้างว่า ทองคำแท่งในตู้เซฟนี้เป็นทรัพย์สินส่วนตัว ที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรง

แต่ความตลกร้ายก็คือ เมื่อกางไทม์ไลน์เทียบกันดูกลับจับโป๊ะได้แบบดิ้นไม่หลุด

เพราะช่วงเวลาที่มีคนหอบเงินสดฟ่อนใหญ่ไปกว้านซื้อทองคำแท่ง ดันเป็นเวลาเดียวกันกับช่วงเวลาที่เช็คคืนภาษี ถูกเซ็นอนุมัติออกมาแบบพอดีเป๊ะ

สุดท้ายเลยกลายเป็นว่า ทองคำที่คาดว่าจะใช้เป็นเครื่องมืออำพรางเส้นทางการเงิน กลับกลายมาเป็นหลักฐานชิ้นใหญ่ที่ย้อนกลับมามัดตัวเองจนดิ้นไม่หลุด

และถ้าใครจินตนาการไม่ออกว่า ทองคำที่ถูกยึดมาได้นั้นมีปริมาณมหาศาลขนาดไหน

ให้ลองนึกภาพตามว่า ในวันขนย้ายของกลางถึงขั้นที่ต้องใช้รถฟอร์กลิฟต์มายกตู้เซฟเหล็กขนาดยักษ์เหล่านั้นขึ้นรถบรรทุก

ตลอดเส้นทางมีขบวนรถตำรวจคอยขับรถประกบนำขบวน แถมยังมีกองกำลังพร้อมอาวุธครบมือ คุ้มกันอย่างแน่นหนาทุกฝีก้าว ดูอลังการประหนึ่งฉากในภาพยนตร์แอกชัน

แต่ความตลกร้ายสำหรับประชาชนคนเสียภาษีอย่างเรา ๆ ก็คือ ทองคำแท่งมหาศาลที่ต้องใช้รถบรรทุกขนนั้น เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของเงินภาษีที่ขบวนการนี้สูบออกไปจากระบบเท่านั้น

หลังจากการต่อสู้คดีกันมายาวนานกว่า 10 ปี ศาลก็ได้พิพากษาด้วยการสั่งลงโทษจำคุกตลอดชีวิต พร้อมให้ร่วมกันชดใช้เงินคืนแผ่นดินอีกกว่า 3,097 ล้านบาท

ถือเป็นการปิดฉากคดีโกงภาษีประชาชนที่แยบยลและเจ็บแสบที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย

เพราะความน่าขมขื่นที่สุดของคดีนี้คือ ตัวการใหญ่อย่างอดีตอธิบดีกรมสรรพากร เคยเป็นถึงอดีตข้าราชการดาวรุ่ง

แถมเคยเป็นถึงหนึ่งในคณะทำงานชุดแรก ๆ ที่ร่วมศึกษา และยกร่างกฎหมายระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้กับประเทศไทย ตั้งแต่ก่อนมีการประกาศใช้

ซึ่งก็เท่ากับว่า คนที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ โครงสร้างภาษีของกรมสรรพากรทั้งระบบ กลับนำความรู้นั้นมาใช้สูบเงินจากแผ่นดินเสียเอง..


#ภาษี

22/05/2026



ธุรกิจโรงแรมกำลังเข้าสู่ยุคที่ “ความหรู” อาจไม่ใช่คำตอบเดียวอีกต่อไ...

14/05/2026



สรุปประเด็นการประชุมสุดยอดผู้นำ ทรัมป์ - สี จิ้นผิง วันนี้ในคลิปเดียว | ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟังเมื่อสองมหาอำน...

01/05/2026

10/04/2026

ข่าวใหญ่มากๆ (ที่สื่อไทยส่วนใหญ่ดูจะไม่เห็นความสำคัญ 55) คือ คำสั่ง ปปง. วันนี้ (9 เมษายน 2026) ที่สั่งอายัดทรัพย์กลุ่ม ยิม เลียก + เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ เพิ่มเติมหลายรายการ มูลค่ากว่า 8 พันล้านบาท

ต้องขอบคุณ NextNews (https://nextnewsth.com/th/investigative/corruption/69d7a5022efaa009754d30b1?v=1) ที่เอาคำสั่งฉบับเต็มมาเปิด ทำให้สามารถอัพเดทผัง #มหากาพย์นายหน้า ล่าสุดได้เยอะเลยค่ะ 🙂

ผังฉบับเต็ม -- https://fringer.co/wp-content/uploads/2026/04/BM-NetworkThais.png

ซีรีส์บทความ “มหากาพย์นายหน้า” — https://fringer.co/tag/มหากาพย์นายหน้า/

สรุปว่า ณ ตอนนี้ หุ้นบริษัทจดทะเบียนไทยที่ถูกถือโดยบุคคลเกี่ยวข้องกับกลุ่มนี้ ถูก ปปง. สั่งอายัดเกือบครบหมดแล้ว -- เฉพาะวันที่ 9 เมษายนนี้ มีหุ้น MFC, GTV, VGI, FSX, MVP และ BCPG ที่เพิ่มมาจากคราวก่อน เลยอัพเดทผังด้วยกรอบสีแดง แสดงบริษัทที่หุ้นถูกอายัดโดย ปปง. เพิ่มเติมจากคำสั่ง 3 ธันวาคม 2025 ค่ะ

มีประเด็นที่น่าสังเกตอื่นๆ จากคำสั่งฉบับนี้อีกมากมาย เช่น

1) ปปง. สั่งอายัด "สิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมเงิน" ระหว่าง CAI กับ Finansa Investment Holding -- ชื่อเดิม Pilgrim Finansa Investment Holding

2) ปปง. อายัดหุ้นจำนวนไม่น้อยที่ถือโดย Thai IR Ltd. โดยเขียนกำกับว่า ASEAN Bounty / สุภารัตน์ สง่าเมือง -- ซึ่ง Thai IR นี้ เจ้าของเพจเคยตั้งข้อสังเกตก่อนหน้านี้ ในบทความที่เขียนถึงนักลงทุน private placement ในหุ้น VGI ว่าน่าจะเป็นกลุ่มเดียวกับ CAI --- ไว้จะทยอยเขียนถึงประเด็นที่น่าสนใจเหล่านี้ในบทความนะคะ ;)

https://www.facebook.com/share/1Kpni65VuL/
03/04/2026

https://www.facebook.com/share/1Kpni65VuL/

ดีลใหญ่วงการแว่นตาไทย EssilorLuxottica เข้าซื้อหุ้น “แว่นท็อปเจริญ” /โดย ลงทุนแมน
ทุกวันนี้ไม่ว่าเราจะเดินไปมุมไหนของประเทศไทย เรามักจะเห็นร้านแว่นตาสีน้ำเงินสดใสที่มีชื่อว่า "แว่นท็อปเจริญ" ตั้งอยู่แทบทุกหัวระแหง

แต่รู้ไหมว่า ล่าสุดยักษ์ใหญ่เบอร์ 1 ของโลกในอุตสาหกรรมแว่นตาอย่าง EssilorLuxottica เพิ่งประกาศเข้าซื้อหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ ในแว่นท็อปเจริญอย่างเป็นทางการ

ทำไมยักษ์ใหญ่ระดับโลก ถึงยอมลงมาเล่นในสนามค้าปลีกไทย ?
แล้วดีลนี้จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์วงการแว่นตาบ้านเราไปอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

ถ้าในโลกของซอฟต์แวร์มี Microsoft ในโลกของแว่นตาก็ต้องมี EssilorLuxottica
บริษัทนี้เกิดจากการควบรวมกิจการระหว่าง Essilor เบอร์ 1 ด้านเลนส์สายตาจากฝรั่งเศส และ Luxottica เบอร์ 1 ด้านกรอบแว่นจากอิตาลี ในปี 2018 จนกลายเป็นอาณาจักรแว่นตาที่ครบวงจรที่สุดในโลก

ปัจจุบัน EssilorLuxottica มีมูลค่ากว่า 88,000 ล้านยูโร หรือ 3.3 ล้านล้านบาท

ซึ่งแบรนด์อย่าง Ray-Ban, Oakley, Persol, Oliver Peoples หรือเลนส์ Transitions และ Varilux ทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ในเครือของพวกเขาแทบทั้งสิ้น

โดยในปี 2025 ที่ผ่านมา EssilorLuxottica ทำรายได้สูงถึง 28,491 ล้านยูโร หรือประมาณ​ 1.1 ล้านล้านบาท
และมีกำไรสุทธิ 2,315 ล้านยูโร หรือประมาณ​ 9 หมื่นล้านบาท

ในขณะที่ EssilorLuxottica ครองโลก
แว่นท็อปเจริญ ก็ครองไทยมาอย่างยาวนานกว่า 79 ปี เริ่มต้นในจังหวัดสระบุรี จนปัจจุบันมีสาขากว่า 2,000 แห่ง ทั่วประเทศไทย

รวมถึงดำเนินธุรกิจภายใต้หลายแบรนด์ ได้แก่ แว่นท็อปเจริญ (Top Charoen), Luxoptic, Eye Class, Eye Bright, Eye Sport, Big C Optical, Robinson Optical และ Beautiful Optic
นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจอีคอมเมิร์ซด้านแว่นตาผ่านแพลตฟอร์มของตนเอง และผ่านมาร์เก็ตเพลสท้องถิ่นบางแห่ง

ความแข็งแกร่งของท็อปเจริญ จึงไม่ใช่แค่จำนวนสาขา แต่คือ Network ที่เข้าถึงทุกชุมชน ตั้งแต่ห้างหรูในเมือง ไปจนถึงตึกแถวในอำเภอห่างไกล ซึ่งเป็นสิ่งที่คู่แข่งรายใดก็เลียนแบบได้ยาก

สำหรับผลประกอบการของ แว่นท็อปเจริญ ภายใต้บริษัท ร่วมเจริญพัฒนา จำกัด (มหาชน)
ปี 2024 มีรายได้ 5,949 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 402 ล้านบาท

ดีลนี้ใครได้อะไร ?

- สำหรับ EssilorLuxottica จะได้ทางลัด เข้าสู่หัวใจคนไทย
เพราะการจะขยายสาขาเองให้ได้ 2,000 แห่ง อาจต้องใช้เวลาเป็นสิบปี แต่การเข้าถือหุ้นในท็อปเจริญ ทำให้พวกเขาสามารถส่งสินค้า High-end และนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น Smart Eyewear อย่าง Ray-Ban Meta หรือเทคโนโลยีเลนส์ขั้นสูง ลงสู่หน้าร้านทั่วไทยได้ทันที

- ส่วนแว่นท็อปเจริญ จะได้การยกระดับมาตรฐานธุรกิจ
เพราะการเป็นพันธมิตรกับเบอร์ 1 ของโลก หมายถึงการเข้าถึง Supply Chain ระดับโลกโดยตรง รวมถึงการได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการตรวจวัดสายตาที่แม่นยำขึ้น และอาจรวมถึงสิทธิพิเศษในการจำหน่ายสินค้า Exclusive ที่หาจากร้านอื่นไม่ได้

- ขณะที่ผู้บริโภคอย่างเรา ๆ อาจได้นวัตกรรม ในราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น
โดยเราอาจได้เห็นแว่นตาอัจฉริยะหรือเลนส์เฉพาะทางวางขายในอำเภอใกล้บ้าน พร้อมบริการหลังการขายที่เป็นมาตรฐานสากลมากขึ้น

ดีลนี้สะท้อนให้เห็นว่า ทำเลหน้าร้าน (Physical Store) ยังคงมีความสำคัญมาก ในธุรกิจแว่นตา เพราะเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคยังต้องการสัมผัส ลองใส่ และตรวจวัดด้วยผู้เชี่ยวชาญ จริง ๆ

การที่ EssilorLuxottica เลือกลงทุนในไทย เพราะมองว่าไทยคือ Strategic Hub ของภูมิภาค ทั้งในแง่การผลิตและการบริโภค ที่มีแนวโน้มเติบโตตามสังคมผู้สูงวัย และพฤติกรรมการใช้หน้าจอที่เพิ่มขึ้นของคนรุ่นใหม่

สุดท้ายแล้ว การขยับตัวครั้งนี้ของยักษ์ใหญ่ทั้งสองฝั่ง กำลังบอกเราว่าโลกของการค้าปลีกในอนาคต ไม่ใช่แค่การมีสินค้าที่ดีที่สุด แต่คือการมีช่องทางที่ใกล้ชิดลูกค้าที่สุด ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย

ก็น่าติดตามว่า หลังจากนี้ "แว่นท็อปเจริญ" ในโฉมใหม่ที่มีพลังของยักษ์โลกหนุนหลัง จะเปลี่ยนโฉมวงการสายตาในเมืองไทยไปได้ไกลแค่ไหน..

เพราะในโลกธุรกิจ บางครั้งการเลือก "พาร์ตเนอร์" ที่ถูกต้อง
ก็สำคัญไม่แพ้การมี "สินค้า" ที่ดีเลย..

19/03/2026

ที่อยู่

28th Floor, BKI Tower 25 South Sathorn Road
Bangkok
10120

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:30
อังคาร 08:30 - 17:30
พุธ 08:30 - 17:30
พฤหัสบดี 08:30 - 17:30
ศุกร์ 08:30 - 17:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Sage Capital Limited - Boutique Financial Advisorผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Sage Capital Limited - Boutique Financial Advisor:

แชร์