Bangkok Auto Salon

Bangkok Auto Salon ASEAN’S Biggest Modified Automative Show and Sale
งานแสดงและจำหน่ายรถ และอุปกรณ์ประดับยนต์
[email protected]
[email protected]

https://www.bangkokinternationalautosalon.com/bangkok-auto-salon-2021/

งานแสดงรถและอุปกรณ์ตกแต่ง ใหญ่ที่สุดของเมืองไทย ภายใต้ลิขสิทธิ์และการสนับสนุนจาก TOKYO AUTO SALON

25/05/2026

Ford 8210 เทอร์โบ CAT คู่ รถไถหนึ่งเดียวในประเทศแบบสุดตาราง

NEW MG URBAN เรามาลุ้นราคาเปิดตัวกัน วันที่ 17 มิถุนายน 2569 นี้กันดีกว่าว่าจะเท่าไหร่
23/05/2026

NEW MG URBAN เรามาลุ้นราคาเปิดตัวกัน วันที่ 17 มิถุนายน 2569 นี้กันดีกว่าว่าจะเท่าไหร่

🏎️ เดากันได้ไหมว่ารุ่นอะไร? ไปให้สุดแบบไม่มีใครเหมือน กับแรงบันดาลใจส่วนตัวจาก Ferrari 559XX สู่การคัสตอมรถขั้นเทพแบบไร้...
22/05/2026

🏎️ เดากันได้ไหมว่ารุ่นอะไร? ไปให้สุดแบบไม่มีใครเหมือน กับแรงบันดาลใจส่วนตัวจาก Ferrari 559XX สู่การคัสตอมรถขั้นเทพแบบไร้คู่แข่ง

ผลงานนี้คือการหล่อหลอมแนวคิดและจิตวิญญานของตัวแข่งอย่าง Ferrari 599XX เข้าไว้กับเอกลักษณ์ดั้งเดิมในเส้นสายเดิมอันสวยงามลงตัวของ RX-7 ให้ออกมาได้ราวกับเป็นงานศิลปะ โดย FD3S คันนี้เป็นผลงานของสำนักแต่ง TCP Magic ที่ใช้เวลากว่า 2 ปีในการเนตมิตรคันนี้ขึ้นมา ทำให้คันนี้ไม่ใช่เพียงแค่รถที่เน้นงาน Wide Body ธรรมดาๆ แต่เป็นการสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะที่หล่อหล่อนำความสวยงามของรถสปอร์ตจากฝั่งยุโรปเข้าไปในร่างของรถสปอร์ตระดับตำนานของญี่ปุ่นไว้ด้วยกัน

🇯🇵 🇮🇹การใส่จิตวิญญานของรถซุปเปอร์คาร์ฝั่งยุโรปเข้าไปใสสายเลือด RX-7 สู่การสร้างสรรค์เรือนร่างใหม่ราวกับต้องมนต์

TCP Magic เป็นหนึ่งในสำนักที่หลายคนรู้จักเป็นอย่างดี จากการเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการจูนและเซอร์วิส RX-7 ตัวแข่งขุมกำลัง 4 โรเตอร์ เทอร์โบของ “Mad Mike” ซึ่งวาดลวดลายอยู่ในศึก Formula Drift อีกหนึ่งรายการดริฟท์ที่ขับเคี่ยวอยู่คู่กับ D1 Grand Prix มาอย่างยาวนาน โดยพระเอกของเราในครั้งนี้ได้แก่ RX-7 ที่ทุ่มเทการสร้างสรรค์ยาวนานกว่า 2 ปีเต็มกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ออกมาได้ในปี 2013 ซึ่งได้รับแรงบันดาลในการสร้างสรรค์มาจากจรวดทางเรียบสายเซอร์กิตอย่าง Ferrari 599XX

🚙 🛠️🔩 ภายนอกบริเวณด้านหน้าของรถที่แม้จะผ่านการขึ้นรูปเพื่อแต่งเติมเส้นสายตัวถังใหม่ แต่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของ FD3S ได้อย่างลงตัว ภายใต้กรอบที่ต้องเตี้ยลากดินและกว้างแบบสะใจวัยรุ่น ซึ่งงานที่ออกมาคล้ายกับหลุดออกมาจากโรงงานผลิตรถยนต์เลยก็ว่าได้

ตัวโป่งที่คัสตอมขึ้นมาขยายความกว้างตัวถังออกไป 90 มม.ต่อข้าง โดยมีอีกหนึ่งไฮไลท์ของงานนี้อยู่ที่การบีบซุ้มล้อให้แคบ โดยไม่ใช้การขยายความยาวเพิ่มไปจนถึงประตู แต่ตัดหักลงลงเพื่อช่วยให้ล้อดูใหญ่ขึ้น บริเวณด้านท้ายของตัวโป่งวางช่องระบายลมเพื่อช่วยระบายลมหมุนที่เกิดในซุ้มล้อให้ออกไปได้อย่างรวดเร็ว

ฝาท้ายคาร์บอนสั่งทำพิเศษเพื่อช่วยจัดระเบียบด้านท้ายให้ออกมาลงตัวมากที่สุด พร้อมกับสร้างชิ้นส่วนเสริมต่างๆเข้าไปเพื่อให้รับกับเส้นสายใหม่ของตัวหลังคารถ ช่วยให้ตัวรถคล้ายกับเหล่ารถซุปเปอร์คาร์เครื่องยนต์วางกลาง (Mid-Ship Sports) ทั้งหลาย

อีกหนึ่งจุดที่แสดงให้เห็นถึงความพิถีพิถันในผลงานนี้คือการเลือกสรรแต่ละชิ้นส่วนที่มาประกอบรวมกันในแต่ละจุดไม่ว่าจะเป็น ไฟท้าย LED ทรงกลมแบบโคมเดียวข้างละ 1 ดวง, สปอยเลอร์หลังทรงตูดเป็ดที่หล่อเป็นเนื้อเดียวกับฝาท้าย รวมไปถึงกระจกมองข้างจากมอเตอร์ไซด์บิ๊กไบค์

💺 ภายในห้องโดยสายแม้ว่าจะยังคงไว้ในแบบสแตนดาร์ท แต่บริเวณแผงหน้าปัดเสริมวัดรอบสีเหลืองเข้าไปเพื่อดึงสไตล์ในแบบ Ferrari ให้ออกมา อย่างไรก็ตามแผงเรือนไมล์และคอนโซลเปลี่ยนไปใช้งานคาร์บอนทั้งหมด

🏁 ด้วยผลงานการสร้างสรรค์ที่ต้องใช้เวลาและจินตนาการ จนกว่าจะออกมาเป็น FD3S ซึ่งเปลี่ยนภาพลักษณ์ไปอย่างที่เห็น ต่อให้กาลเวลาจะผ่านไปนานสักเท่าไร คันนี้ก็จะยังคงคุณค่าและความงดงามต่อเนื่องไม่มีวันจางหายอย่างแน่นอน

● เอื้อเฟื้อสถานที่และข้อมูลในการถ่ายทำ: TCP Magic (119-2 Funasaka, Yamaguchi-cho, Nishinomiya-shi, Hyogo-ken / โทร: 078-903-3422

ที่มา : Web Option





#รถแต่ง #แต่งรถ #ของแต่งรถ #รถซิ่ง

#รถซิ่งไทยแลนด์

21/05/2026

Toyota Hilux Bule Magic ระดับโลก Custom By อู่ศรีงาม

20/05/2026

Mitsubishi L200 Lowrider ไม่มีอะไรที่คนไทยทำไม่ได้!!

🇯🇵 เจาะลึกความหมายโลโก้ Honda | ที่มาของเครื่องหมาย H, ปีกนก และโลโก้แดง  #เบื้องหลังตราสัญลักษณ์ยานยนต์เคยคิดมั่งไหมว่า...
20/05/2026

🇯🇵 เจาะลึกความหมายโลโก้ Honda | ที่มาของเครื่องหมาย H, ปีกนก และโลโก้แดง #เบื้องหลังตราสัญลักษณ์ยานยนต์

เคยคิดมั่งไหมว่าทำไมตราสัญลักษณ์ของ Honda ถึงออกมาได้ดูเรียบง่ายขนาดนี้? ทำไมถึงมีแค่รถบางรุ่นที่่ได้สิทธิ์ในการใช้ “ตรา H สีแดง”? สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดไม่ได้เป็นเพียงแค่การออกแบบเพื่อความสวยงามแต่มีเบื้องหลังที่เต็มไปด้วยแนวคิดและประวัติศาสตร์ที่ชัดเจน โดยในครั้งนี้ Bangkok Autosalon ขอพาทุกท่านย้อนรอยตั้งแต่จุดกำเนิดของโลโก้ปีกนก, การเริ่มต้นของการใช้ “เครื่องหมาย H” รวมไปถึงความหมายของโลโก้แดงที่ต้องย้อนอดีตไปไกลถึงยุคแข่ง F1 ในปี 1960 และโลโก้เวอร์ชั่นล่าสุด ซึ่งทั้งหมดเป็นการเรียบเรียงเพื่อให้ทุกท่านอ่านง่ายขึ้นจากเอกสารอย่างเป็นทางการของ Honda

🚙 บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ (Honda Motor Co., Ltd.) ก่อตั้งขึ้นในปี 1948 โดยคุณ ฮอนด้า โซอิจิโร่ ซึ่งเป็นช่วงยุคฟื้นฟูประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยก้าวแรกเริ่มต้นในฐานะของผู้ผลิตจักรยานยนต์ มาพร้อมกับโลโก้แรก “ปีกนก” ที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อความสวยงาม แต่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในเรื่องของ “วิวัฒนาการทางเทคโนโลยี”, “ความฝันของคนรุ่นใหม่” และ “การโบยบินสู่เวทีระดับโลก” ของผู้ก่อตั้งอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งแม้ในปัจจุบันเองโลโก้นี้ก็ยังคงอยู่ สำหรับ Honda แล้ว การมอบพาหนะให้ผู้คนใช้ในการเดินทาง ไม่ใช่เพียงแค่การย่นระยะการเดินทางให้สั้นลลง แต่คือการ “เพิ่มขอบเขตความเป็นไปได้ของผู้คนให้กว้าไกลมากยิ่งขึ้น” ผ่านการแสดงออกด้วย “โลโก้ปีกนก” เป็นตัวแทนในการสื่อสารถึงแนวคิดของบริษัทออกมาได้อย่างชัดเจน

จุดกำเนิดตราสัญลักษณ์「H」ในโลกของรถยนต์สี่ล้อ

ในปี 1963 Honda ได้เดินหน้าก้าวเข้าสู่ธุรกิจยายนต์สี่ล้ออย่างเต็มตัวและเป็นจุดเริ่มต้นของการนำโลโก้ “H” มาใช้ตั้งแต่ระกระบะขนาดเล็ก [T360], กลุ่มรถสปอร์ตอย่าง [S500] จนกลายมาเป็นโลโก้ของแบรนด์มาจนถึงปัจจุบัน

ซึ่งโลโก้นี้นอกจากจะเป็นคำนำหน้าของ Honda แล้ว ก็ยังถูกวางไว้ให้เป็นตัวแทนที่สะท้อนถึงความ “น่าเชื่อถือ” และ “ความซื่อสัตย์จริงใจ” ขององค์กรที่มีต่อกลุ่มลูกค้า แตกต่างจากความหมายของโลโก้ “ปีกนก” อย่างชัดเจน สรุปได้ว่า Honda ใช้โลโก้ “ปีกนก” ในการสื่อสารแนวคิดขององค์กร แต่โลโก้ “H” เป็นการแสดงออกถึงความน่าเชื่อถือของในฐานะของแบรนด์ผลิตภันฑ์ ซึ่งถูกใช้มาจนถึงปัจจุบัน

🏎️ จุดเริ่มต้นของตราสัญลักษณ์สีแดง – สายสัมพันธ์ที่ต้องย้อนรอยไปสู่ NSX Type R และตัวแข่ง F1

หลังจากโลโก้ “H” เป็นที่จดจำจากทั่วโลก ทาง Honda ก็ได้ให้กำเนิด อีกหนึ่งโลโก้ที่เลือกใช้ “ตราสัญลักษณ์สีแดง” สำหรับเหล่ารถเวอร์ชั่นตัวแรงเป็นพิเศษ ซึ่งปัจจุบันจะเห็นได้จากโมเดลในกลุ่ม Type R หลากหลายรุ่น โดยตัวแรกที่ทาง Honda นำโลโก้แดงนี้ไปใช้ได้แก่ “NSX Typr R” (NA1) ซึ่งเปิดตัวในปี 1992

เบื้องหลังของโลโก้แดงสำหรับเหล่าตัวแรง แท้จริงมีประวัติศาสตร์มาจากวงการมอเตอร์สปอร์ต ซึ่งถูกนำมาจากตราสีแดงในยุคแรกที่ใช้ (ชื่อแรกยุกแรก Red Badge) ซึ่งติดอยู่หน้าของรถแข่ง F1 รุ่น “RA272” และเคยสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ในรายการ Mexican Grand Prix ในปี 1965 โดยทาง Honda ได้นำกลับมาใช้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงหัวใจของแบรนด์ภายใต้คอนเซ็ป “Challenging Spirit” ต่อมาโลโก้ “H” แดงนี้ได้ถูกถ่ายทอด DNA แห่งความแรงมายัง “Integra Type R” และ “Civic Type R” จนกลายเป็นเครื่องหมายที่แสดงอัตลักษณ์แห่งจิตวิญญานแห่งการแข่งขันของ Honda ลงมากับรถบ้านได้อย่างสมบูรณ์แบบมาจนถึงปัจจุบัน ที่ใครเห็นก็รู้ว่าแรงแน่นอน

🛻 โลโก้ “H” แบบใหม่ สู่การมุ่งหน้าในเจนเนอร์เรชั่นถัดไป

จากประวัติศาสตร์ที่มีมาอย่างยาวนาน ปัจจุบันทาง Honda เองกำลังปรับปรุงโลโก้ให้สดใหม่เพื่อเตรียมก้าวสู่ยุคสมัยใหม่อีกครั้ง โดยเมื่อมกราคม 2026 ที่ผ่านมาทาง Honda ได้สร้างความฮือฮาในวงการอีกครั้งด้วยการเปิดตัวโลโก้ “H” ใหม่ ที่อยู่บนรถยนต์ไฟฟ้าเจนเนอร์เรชั่นถัดไป (BEV) ในตระกูล “Honda 0 Series” โดยทางค่ายได้อธิบายเกี่ยวกับโลโก้ใหม่นี้ว่า มันถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับกลุ่มของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในอนาคตต่อไป โดยจะเป็นตัวแทนที่แสดงออกถึง “ความมุ่งมั่นท่พร้อมจะปฏิรูปองค์กร” ตลอดจนจุดยืนของบริษัทที่พร้อมรับความท้าทายและสิ่งใหม่ๆอย่างไม่หยุดยั้ง

โดยหากลองดูโลโก้ใหม่และลองวิเคราะห์ดู จะเห็นว่าในแง่ของการออกแบบคล้ายกับการเหยียดปีกซ้ายขวาออกไปให้กว้างที่สุด ซึ่งสื่อความหมายถึงการขยายขอบเขตความเป็นไปได้ของยานยนต์ให้ไกลกว่าเดิม และพร้อมเดินเคียงข้างไปกับกลุ่มลูกค้าของตนอย่างจริงใจ ซึ่งนับว่าเป็นการประกาศถึงเจตนารมรณ์อันแรงกล้าที่จะก้าวไปสู่อนาคตอย่างทรงพลัง。

🏁 การแบ่งแยกอย่างเหมาะสมระหว่าง “สองล้อ” และ “สี่ล้อ”

ปัจจุบันทาง Honda เองได้รักษาโครงสร้างในการใช้โลโก้ให้แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดย “ปีกนก” สำหรับกลุ่มสองล้อ และ โลโก้ “H” สำหรับกลุ่มรถสี่ล้อ ซึ่งในโลกของสองล้อที่มีจุดเด่นอยู่ที่ความอิสระและความคล่องตัว “ปีกนก” จึงถูกนำมาใช้เป็นตัวแทน ขณะที่กลุ่มสี่ล้อที่ต้องการบทบาททางสังคมและความน่าเชื่อถือทางสังคมที่มากกว่า โลโ้ก “H” ที่แม้จะดูเรียบง่าย แต่เปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นและความจริงใจนี้เลยถูกนำมาใช้

หากมองไม่ลึกโลโก้ของ Honda อาจจะดูไม่มีตำนานอะไรที่หล่อหลอมเป็นเนื้อเดียวกันมากนัก แต่ทว่าด้วยแก่นของมันถูกสอดประสานกันมาโดยตลอดชั่วระยะเวลา เมื่อ “ปีกนก” คือตัวแทนของอุดมคติของค่าย เครื่องหมาย “H” ก็คือการดึงเอาอุดมคติเหล่านั้นมาแปรรูปให้กลายเป็นผลิตภันฑ์ที่ใช้งานได้ในชีวิตจริง ขณะที่เครื่องหมาย “H” รูปแบบใหม่ก็คือตัวที่บ่งชี้ว่าค่ายกำลังมุ่งมั่นเข้าสู่ยุคสมัยใหม่เคียงข้างไปกับทุกคน

ที่มา : Web Option





#ถามตอบโดยกูรูญี่ปุ่น
#รถแต่ง #แต่งรถ #ของแต่งรถ #รถซิ่ง #เบื้องหลังตราสัญลักษณ์ยานยนต์

#รถซิ่งไทยแลนด์

🇯🇵 เคยคิดไหมว่าทำไมมอเตอร์ไซด์ถึงไม่มี “เครื่องยนต์ดีเซล” ทั้งที่มีราคาถูกกว่า ลองมาไขข้อข้องใจในเรื่องนี้กันดู  #ถามตอบ...
19/05/2026

🇯🇵 เคยคิดไหมว่าทำไมมอเตอร์ไซด์ถึงไม่มี “เครื่องยนต์ดีเซล” ทั้งที่มีราคาถูกกว่า ลองมาไขข้อข้องใจในเรื่องนี้กันดู #ถามตอบโดยกูรูญี่ปุ่น

หลายคนคงคิดว่าหากในยุคที่ราคาน้ำมันเบนซินพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ ทำไมถึงไม่มีใครทำมอเตอร์ไซด์เครื่องยนต์ดีเซลออกมาขายสะให้จบสิ้น ในความเป็นจริงภาพจำของเครื่องยนต์ดีเซลแม้ว่าจะติดอยู่กับเหล่ารถบรรทุกหรือเครื่องจักรกลหนักเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่สำหรับรถยนต์สี่ล้อนั้นนับว่าเป็นอีกหนึ่งหัวใจหลักที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในฝั่งยุโรปที่ใช้กันมาอย่างยาวนาน หรือแม้กระทั่งในญี่ปุ่นเองเครื่องยนต์ “SKYACTIV-D” ของ Mazda ก็เคยสร้างกระแสกับเครื่องยนต์ดีเซลที่นำมาใช้กับรถบ้านมาแล้ว กลับกันแต่ทำไมในโลกของมอเตอร์ไซด์ เราถึงแทบไม่เคยเห็นมันในวงการเลย แม้ว่าอาจจะมีมุมที่ว่า “ประหยัดทั้งเชื้อเพลิงและเงินในกระเป๋ากว่า ก็น่าจะเหมาะกับมอเตอร์ไซด์มากกว่าไหม?” ซึ่งหากคุณคือหนึ่งในคนที่เคยคิดแบบนี้ก็นับว่าไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด

💵 แต่ก่อนอื่นเราต้องยอมรับว่าน้ำมันเบนซินมีจุดเด่นที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่ “ความประหยัดคุ้มค่า” เนื่องจากผ่านกระบวนการกลั่นที่น้อยกว่าทำให้ได้มาซึ่งต้นทุนที่ถูกกว่า จนเป็นที่มาของราคาที่ไม่สูงกว่าเบนซิน แถมในแง่ของอัตราการสิ้นเปลื่องน้ำมันก็สามารถทำได้ยอดเยี่ยม โดยเหตุผลที่ทำให้สามารถทำให้ประหยัดน้ำมันได้คือ “อัตราส่วนกำลังอัดที่สูง“ (High Compression Ratio) ซึ่งเครื่องยนต์เบนซินปรกติมีอัตราส่วนกำลังอัดอยู่ที่ประมาณ 10:1 แค่เครื่องยนต์ดีเซลนั้นถูกออกแบบมาด้วยกำลังอัดที่สูงเกินกว่า 20:1 แถมยังไม่มีลิ้นเร่ง ทำให้เกิดการสูญเสียจากการปั้มต่ำ (Pumping Loss) ซึ่งโครงสร้างเหล่านี้เองเป็นกุญแต่สำคัญที่เชื่อมโยงทำให้น้ำมันดีเซลสามารถประหยัดน้ำมันได้

🛠️ แต่ “กำลังอัดที่สูง” คือเหตุสำคัญที่ทำให้เครื่องยนต์ดีเซลไปกับมอเตอร์ไซด์ไม่ได้

“กำลังอัดที่สูง” คือหนึ่งในเคมีที่ไม่สามารถเข้ากับมอเตอร์ไซด์ได้ เพราะการที่เครื่องยนต์จะสามารถทนทานต่อกำลังอัดอันมหาศาลให้ได้ ชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ต่างๆจำเป็นต้องถูกสร้างเพื่อให้มีความทนทานกว่าปรกติ ทำให้ผลที่ตามมาคือ “ตัวเครื่องยนต์ต้องมีขนาดใหญ่และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล” ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องของแรงสันสะเทือนและเสียงรบกันซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์ดีเซล ก็เป็นอีกหนึ่งจุดบอดที่ไม่อาจมองข้ามได้ ซึ่งหากเป็นรถยนต์นั่งหรือรถบรรทุกขนาดใหญ่คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่หากเป็นมอเตอร์ไซด์ที่มีพื้นที่จำกัด แถมคนขับเองยังต้องนั่งคร่อมซึ่งรับรู้ได้ถึงทุกแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องยนต์โดยตรงข้อเสียเหล่านี้ก็นับว่ามองข้ามไม่ได้

นอกจากนั้น การที่ชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ที่มีน้ำหนักมากเกินไป ก็ไม่ถูกจริตกับการลากรอบสูงและไม่สามารถตอบสนองอัตราเร่งได้เทียบเท่าเครื่องยนต์เบนซิน ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นสิ่งที่สวนทางกับฟีลลิ่งการขับขี่มอเตอร์ไซด์ที่ “ต้องลากรอบสนุก บิดได้ดั่งใจ” หรือแม้นำเครื่องยนต์ดีเซลมาลดขนาดให้มีขนาดกระบอกสูบเล็กลงก็จะยิ่งทำให้เสียประสิธิภาพในการระบายความร้อนไปอีก จากสาเหตุที่กล่าวมาทั้งหมดเคมีของเครื่องยนต์ดีเซล จึงไม่เข้ากับธรรมชาติของมอเตอร์ไซด์ ที่ต้องการขนาดเครื่องยนต์ที่เล็ก เบา และลากรอบได้ทันใจ

🛻 อีกหนึ่งเรื่องที่หลายคนอาจจะลืม เครื่องยนต์ดีเซลมีอีกหนึ่งเรื่องใหญ่คือ “มาตราการจัดการไอเสีย” ซึ่งเครื่องดีเซลในยุคก่อนเรามักจะเห็นเหล่ารถดีเซลควันดำกันชินตา แม้ในปัจจุบันจะสามารถปรับแต่งเครื่องยนต์ให้ผ่านมาตราฐานไอเสียได้ดีขึ้น แต่สิ่งที่ต้องแลกมาคือโครงสร้างของเครื่องยนต์ที่ซับซ้อนขึ้น น้ำหนักเพิ่ม รวมถึงต้นทุนการผลิตก็ดีดสูงตามตัว

🏁 จากเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ แม้ว่าเสน่ห์ของเครื่องยนต์ดีเซลจะอยู่ที่ในแง่ของอัตราการสิ้นเปลืองและค่าน้ำมันที่ถูก แต่หากลองจำมาวางกับตัวถังมอเตอร์ไซด์และจะเห็นถึงข้อเสียไม่คุ้มข้อดี ทำให้ผลลัพท์สุดท้ายจึงเป็นคำตอบที่ทำไมเราถึงไม่เห็นเครื่องยนต์ดีเซลถูกนำมาใช้กับมอเตอร์ไซด์ในระดับ Mass Production

ที่มา : Web Option




#ถามตอบโดยกูรูญี่ปุ่น #สองล้อ #มอเตอร์ไซด์
#รถแต่ง #แต่งรถ #ของแต่งรถ #รถซิ่ง #สารนุกรมเครื่องยนต์

#รถซิ่งไทยแลนด์

⚙️Toyota 4 สูบเรียง NA [1NZ-FE]~ความรู้พื้นฐานเครื่องยนต์  #สารานุกรมเครื่องยนต์🚙 ในยุคที่กระแสแห่งความหลากหลายกำลังถาโถ...
18/05/2026

⚙️Toyota 4 สูบเรียง NA [1NZ-FE]~ความรู้พื้นฐานเครื่องยนต์ #สารานุกรมเครื่องยนต์

🚙 ในยุคที่กระแสแห่งความหลากหลายกำลังถาโถมเข้าใส่ระบบขับเคลื่อนของยานยนต์ ไม่ว่าจะเป็นไฮบริด (HEV), ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV), เซลล์เชื้อเพลิง (FCEV) หรือแม้แต่รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) จนเรียกได้ว่าเป็น "ยุคแห่งสงครามของระบบขับเคลื่อน" แต่อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า "เครื่องยนต์สันดาป" ยังคงเป็นตัวเอกหลักในโลกยานยนต์ ในซีรีส์บทความนี้ เราจะพาทุกคนกลับไปทบทวนความรู้เกี่ยวกับเครื่องยนต์สันดาปจากจุดเริ่มต้นในหลากหลายแง่มุม

เครื่องยนต์สำหรับรถตระกูลคอมแพคคาร์จาก Toyota ที่ขับเคลื่อนผู้คนมากมายให้โลดแล่นบนท้องถนน

🇯🇵 เครื่องยนต์ตระกูล NZ นับว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเหล่ารถคอมแพคทั้งหลายจากค่ายโตโยต้า แม้จะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรับไม้ต่อจากเครื่องยนต์ตระกูล E (4E-FE, 5E-FE ฯลฯ) แต่ทว่าจุดเริ่มต้นของเครื่องยนต์ชุดนี้กลับมาความแตกต่างจากเครื่องยนต์ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

🛠️ รากเหง้าที่แท้จริงของเครื่องยนต์ตระกูล NZ ไม่ได้เริ่มต้นพัฒนาจากการเป็นเครื่องยนต์เบนซินทั่วไป แต่จุดกำเนิดคือ “1NZ-FXE” เครื่องยนต์ระบบ Atkinson Cycle ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นกำลังร่วมกับระบบ “THS” (Toyota Hybrid System) ซึ่งอยู่ในรถยนต์ระบบไฮบริดที่ผลิตเป็นจำนวนมากในรุ่นแรกอย่าง “Prius” ในปี 1997 ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้เครื่องยนต์ชุดนี้นับว่ามีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร

💻 ด้วยต้นกำเนิดที่มาจากการพัฒนาเพื่อใช้ในกลุ่มรถยนต์ไฮบริด (HEV) ทำให้เครื่องยนต์ตระกูลนี้มีความแตกต่างจากตระกูล E ยุคก่อนโดยสิ้นเชิง โดยชิ้นส่วนหลักๆไม่ว่าจะเป็นเสื้อสูบ, ฝากสูบ, ท่อร่วมไอดี เปลี่ยนไปใช้วัสดุ ”อลูมิเนียมอัลลอย“ ทั้งหมด ส่งผลให้ตัวเครื่องยนต์โดเด่นในเรื่องของความกระทัดรัดและน้ำหนักที่เบาเป็นพิเศษ นอกจากนั้นตัวก้านสูบเองก็เปลี่ยนไปใช้งานฟอร์จ, ตัวขับเคลื่อนเพลาลูกเบี้ยวเปลี่ยนไปใช้แบบโซ่ รวมไปถึงควบคุมการจ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์แบบ SFI

หลังจากประสบความสำเร็จกับการวางโครงสร้างเครื่องยนต์เพื่อพัฒนา ซึ่งได้ทั้งในแง่ของความกระทัดรัด, น้ำหนักที่เบา, รวมไปถึงในแง่ของการประหยัดน้ำมันและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้หลังอีก 2 ปี “1NZ-FE” ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมา โดยแม้ขนาดกระบอกสูบ x ระยะชัก จะยังคงเท่าเดิมเป๊ะอยู่ที่ 75.0 mm x 84.7 mm แต่กำลังอัดได้ถูกปรับลงจากเวอร์ชั่นไฮบริดที่เดิมสูงถึง 13.0 ลงมาอยู่ที่ 10.5

🔩 โดยถัดมาอีก 2 ปี (ปี 1999) Toyota ก็ได้คลอดเครื่องยนต์รหัส “2NZ-FE” ขนาด 1.3 ลิตร ตามออกมา โดยมีการลดระยะชักให้สั้นลง ซึ่งในปัจจุบันเครื่องยนต์ทุกตัวในตระกูลนี้ได้ติดตั้งระบบ VVT-i (ระบบวาล์แปรผันอัจริยะ) มาเป็นมาตราฐานทั้งหมด

🏁 ตารางข้อมูลทางเทคนิคและสเปกหลัก: Toyota 1NZ-FE

รูปแบบเครื่องยนต์ : สูบเรียง 4 กระบอกสูบ DOHC 16 วาล์ว
ปริมาตรกระบอกสูบ (ความจุ) : 1,496 cc (1.5 ลิตร)
ขนาดกระบอกสูบ X ระยะชัก : 75.0 x 84.7 mm
อัตราส่วนกำลังอัด : 10.5 กำลังสูงสุด : 81kW(ประมาณ 109-110 แรงม้า) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด:141Nm(ประมาณ 14.4 kg-m) ที่ 4,200 รอบ/นาที ระบบไอดี:NA วัสดุเสื้อสูบ / ฝาสูบ:อลูมิเนียมอัลลอยจำนวนวาล์ว (ไอดี/ไอเสีย):2/2 รวม 16 วาล์ว ระบบขับเคลื่อนวาล์ว:แบบกดโดยตรง (Direct-acting Shim-less Lifter) ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง:Multi-port Fuel Injection ระบบแปรผันวาล์ว (VVT / VVL):ฝั่งไอดี: มี/ ฝั่งไอเสีย: ไม่มี / ระบบแปรผันระยะยกวาล์ว: ไม่มีลำดับการจุดระเบิด:1-3-4-2
ที่มา : Web Option





#รถแต่ง #แต่งรถ #ของแต่งรถ #รถซิ่ง #สารนุกรมเครื่องยนต์

#รถซิ่งไทยแลนด์

18/05/2026

MX5 NA ที่ Mozy Garage X pistonzero ร่วมมือกันทำพาร์ท จากแนวคิดขึ้นมาให้เป็นจริง

🇺🇸“สร้างสิ่งที่ยังไม่เคยมีใครทำ ให้เป็นจริง….”  กับเส้นทางสายเตี้ยแป๊กอันเราร้อนของเจ้าของหนุ่มผู้เดิมพันชีวิตไว้กับ Cor...
18/05/2026

🇺🇸“สร้างสิ่งที่ยังไม่เคยมีใครทำ ให้เป็นจริง….” กับเส้นทางสายเตี้ยแป๊กอันเราร้อนของเจ้าของหนุ่มผู้เดิมพันชีวิตไว้กับ Corvette C5

Corvette C5 คือรถที่เกิดมาเพื่อท้าชนเหล่ารถสปอร์ตจากฝั่งยุโรปหนึ่งคัน ซึ่งเพื่อความเฉียบคมในการแต่งรถให้ดูเหนือขึ้นไปอีกระดับ แนวทางของคุณโยชิ เจ้าของรถคันนี้เลือกใช้คือ “โหลดให้เตี้ยติดพื้น” ซึ่งยังคงไว้ซึ่งความสวยงามในสไตล์โรงงานไว้ได้อย่างลงตัว

🚘 Corvette C5 สดใสด้วยสไตล์สดใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำ!

คุณโยชิเจ้าของคันนี้เล่าว่าทันทีที่เห็น Corvette C5 ก็ตกหลุมรักโดยทันที แต่แค่ซื้อมาใช้งานปรกติก็จะดูธรรมดาไปสักหน่อย ทำให้เจ้าตัวอยากลองแนวทางใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนในญี่ปุ่น ทำให้เจ้าตัวเลือกใช้แนวทางโหลดแป๊กเตี้ยติดพื้นเพื่อดึงความสวยงามของทรวดทรงรถให้โดดเด่นกระแทกตาขึ้นไปอีกระดับ จนเป็นที่มาของการคัสตอมคันนี้

🛠️ ช่วงล่างเลือกถอดชุดช่วงล่างเดิม (Horizontal Leaf Spring) ของโรงงานออก แต่เปลี่ยนไปใช้ชุดช่วงล่างแบบถุงลมจากสำนัก Air Force แทนที่ ซึ่งนับว่าเป็นคันแรกของ Air Force ที่นำมาใช้กับ Corvette C5 โดยการเคลียร์ระยะใต้ท้องให้หมอบลงแนบสนิทกับพื้นโดยไม่มีสิ่งกีดขวาง ทำให้มีการเปลี่ยนแผ่นดักลมหม้อน้ำใต้กับชนหน้าให้เป็นแผ่นอลูมิเนียมแบบสั้นแทน ซึ่งนับว่าเป็นการเซ็ตที่ไม่ได้คำนึงถึงความเตี้ยของรถเพียงอย่างเดียว แต่มองไปถึงการใช้งานจริงอีกด้วย

🚙 ภายนอกถูกคัสตอมภายใต้เงื่อนไขที่ต้องคงเส้นสายความสวยงามของตัวถังเดิมให้ได้มากที่สุด โดยกันชนท้ายเป็นงานคัสตอมเพียงขิ้นเดียว ซึ่งขึ้นทรงให้เป็นสปอยเลอร์ในตัวและขยายความยาวยื่นออกไปด้านหลังเพิ่มขึ้น พร้อมเชื่อมต่อกับลวดลายเส้นสายด้านข้างตัวถังรถได้อย่างดูเป็นธรรมชาติ ขณะเดียวกันใต้ไฟท้าย LED ก็ยังได้เพิ่มเส้นสายด้านท้ายและพ่นสีดำเมทาลิกเพิ่มเข้าไป ช่วยดึงความดุดันของรถให้ออกมาได้เหนือขึ้นไปอีกระดับ ขณะที่ไฟเลี้ยวด้านข้างที่อยู่บริเวณท้ายซุ้มล้อหน้า, คิ้วด้านข้างก็ถูกโป้วเรียบเนียนไปกับตัวถัง ช่วยเพิ่มความเรียบง่ายของรถให้ดูลงตัวไม่น้อย

🛞 อีกหนึ่งจุดที่มองข้ามไม่ได้อยู่ที่วิธีการเคลียร์พื้นที่ซุ้มล้อ ซึ่งคันนี้เลือกใช้ล้อ Brocade BL02 ขนาด 19 นิ้ว สเปกหน้า 9.5J ออฟเซ็ต +33 และหลัง 10.5J ออฟเซ็ต +41 โดยจัดทรงให้หลบเข้าซุ้มได้อย่างพอดีเป๊ะแบบเฉียดฉิว จับคู่กับยาง Nitto NT555 G2 ที่ช่วยเพิ่มมิติยามที่รถถูกกดลงแนบพื้น

💺 แผงคอนโซลหน้าออกแบบใหม่โดยอิงจาก C1 โฉมแรก มีตีความใหม่เพื่อให้เข้ากับยุ 1990 ส่วนช่องว่างแก้วเดิมโรงงานที่อยู่ฝั่งขวาหน้าคันเกียร์ออโต้ มีขนาดตื้นเกินไปจนใช้งานจริงไม่ได้ จึงแก้ปัญหาด้วยการนำของแต่งตรงรุ่นมาวางไว้ที่อุโมงกลางฝั่งที่วางเท้าผู้โดยสาร ซึ่งนับว่าเป็นไอเทมที่เหล่าเจ้าของ C5 นิยมนำมาใช้กัน

⚙️ สำหรับขุมกำลังของคันนี้คือเครื่องยนต์รหัส LS1 V8 OHV ขนาด 5.7 ลิตร ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้เป็นครั้งแรกในโมเดล C5 โดยเป็นบล๊อกเครื่องยนต์อลูมิเนียมทั้งหมดที่ผ่านการพัฒนาใหม่หมด ได้ทั้งน้ำหนักที่เบาลงและกำลังเครื่องยนต์ที่สูงขึ้น

🏁 อย่างไรก็ตามคุณแม่ของคุณโยชิเองก็เป็นคนที่เล่น Corvette เหมือนกัน แถมมีทั้ง C5 และ C7 สำหรับใช้งานซื้อของทั่วไปในซุปเปอร์หรือรับส่งหลานๆในชีวิตประจำวัน ซึ่งพอได้ยินเช่นนี้ เข้าใจทันทีได้ว่า Coevette มันอยู่ในสายเลือดของตระกูลนี้เลยก็ว่าได้

Photo: Red Bull Tokyo Drift 2026

ที่มา : Web Option




C7
#รถแต่ง #แต่งรถ #ของแต่งรถ #รถซิ่ง

#รถซิ่งไทยแลนด์

รถแข่งสุดโหด Daytona GT Coupe วางเครื่อง Ford Coyote Aluminator XS 5.2L เกียร์ SADEV โหดกว่านี้มีอีกไหม ประกอบโดยฝีมือช่...
18/05/2026

รถแข่งสุดโหด Daytona GT Coupe วางเครื่อง Ford Coyote Aluminator XS 5.2L เกียร์ SADEV โหดกว่านี้มีอีกไหม ประกอบโดยฝีมือช่างคนไทย

ที่อยู่

115/66 Soi Ram-inthra 40 Nuanchan, Buengkum, Bangkok Thailand Tel : +66 (0) 2833-5252 Fax : +66 (0) 2833-5253
Bangkok
10230

เบอร์โทรศัพท์

+6625088000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Bangkok Auto Salonผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Bangkok Auto Salon:

แชร์

ประเภท