20/08/2021
‼️ ปรากฎการณ์ยิ่งรู้ยิ่งโง่ (Dunning Kruger Effect) ‼️
Dunning Kruger Effect คือ อคติเชิงการรับรู้ (Cognitive Bias) ที่แสดงถึงเหตุการณ์ที่คนที่รู้น้อยจะคิดว่าตัวเองรู้มาก แต่เมื่อเราเริ่มรู้มากขึ้น เราจะเริ่มรู้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่าเรารู้น้อย
หลายคนคงเคยเจอบางคนที่เก่งจริงๆ แต่ถ่อมตัวมากๆ แต่มีบางคนรู้น้อยหรือแทบที่ไม่รู้จริงในเรื่องนั้นๆเลย ทำงานไม่ได้เรื่องได้ราว แต่กลับอวดเก่งอยู่ตลอด
นักปรัชญาชื่อ Bertrand Russell กล่าวว่า โลกนี้วุ่นเพราะคนที่ฉลาดก็คิดว่าตัวเองไม่เก่ง ลังเลสงสัยในตัวเองอยู่นั่น ส่วนพวกที่รู้ไม่จริงก็ดันมั่นใจในตัวเองซะเหลือเกิน !!!
ในปี 1999 มีงานศึกษาตีพิมพ์ ชื่องานวิจัยว่า “ไม่ได้เรื่อง แถมยังไม่รู้ตัว (unskilled and unaware of)” โดยรวมแล้วพูดเรื่องปัญหาว่าไอ้ความไม่ได้เรื่องเนี่ย มันรวมเรื่องการกะ ประมาณ วัดค่าสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะตัวเอง จนทำให้เกิดความเข้าใจและความผิดพลาดจากการประเมินนั้นๆ ทำให้ประเมินตัวเองสูงเกินไป กลายเป็นอุปสรรคของการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้ ซึ่งตรงข้ามกับคนเก่งๆ ทั้งหลายที่มักจะประสบปัญหา การประเมินตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริง ตรงนี้อาจจะเป็นทัศนคติส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้คนเก่งพัฒนาตัวเองได้เรื่อยๆ แต่ก็ประสบปัญหาเรื่องความเครียดและความกดดัน
จากผลการศึกษาวิจัยพบว่า คนที่ไม่เก่งมักจะไม่รู้ว่าตัวเองไม่เก่ง เพราะพวกเขาไม่มีความรู้และประสบการณ์มากพอว่าไอ้ความเก่งที่แท้จริงมันเป็นแบบไหน
จากภาพ จะเห็นว่า ในตอนที่เรายังไม่รู้อะไรเลย เราจะไม่มีความมั่นใจ ไม่คิดว่าตัวเองเก่ง ซึ่งนั่นเป็นปกติ แต่พอเราเริ่มรู้อะไรขึ้นมาบ้าง ความมั่นใจเริ่มมากขึ้น จนคิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่าง อาจจะมั่นใจกว่าผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นจริง ๆ อีกต่างหาก
หลังจากนั้นความมั่นใจเราก็จะเริ่มลดต่ำลงเรื่อย ๆ เมื่อเรารู้มากขึ้นๆ จนในที่สุดเมื่อเรามีความรู้มากพอสมควร ความมั่นใจเราลดลงมาในระดับที่เหมาะสมกับความรู้เราอีกครั้ง
สาเหตุของการเกิด Dunning-Kruger Effect นี้นเกิดจากเรายังไม่มีความรู้มากพอ ว่าเรื่องนั้นๆ มันกว้างใหญ่มากแค่ไหน
มีการทดลองหลายครั้ง แสดงให้เห็นว่า คนเรามักจะประเมินตัวเองเก่งหรือสูงกว่าความเป็นจริงอยู่เสมอ
วิธีการแก้ไขนั้น แนะนำให้ปรับตัวและทบทวนตัวเองอยู่เสมอ หาความรู้ในด้านนั้นๆให้กว้างขึ้น พูดคุยกับคนในเรื่องนั้นให้มาก แต่ก็อย่าเสียความมั่นใจมากเกินไป เพราะความมั่นใจก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากเช่นกัน
ปัญหาหลักๆที่เจอบ่อยคือ คนประเภทนี้มักจะไม่รู้ตัวเอง ชอบประเมินตัวเองสูงเกินไป จนไม่เกิดช่องว่างในการพัฒนา
ขงจื๊อ กล่าวว่า “ความรู้ที่แท้จริงคือการรู้ว่าตัวเองไม่รู้” หมายความว่า เราต้องรู้ว่าจริงๆ แล้วเรามีเรื่องที่เราไม่รู้อีกมากมาย"
การที่เราตระหนัก และยอมรับว่าเราไม่รู้ ไม่เก่ง หรือไม่ถูกต้องก่อน ใช้วิธีของนักปรัชญาที่ค่อนข้างระแวงสงสัยและทบทวนตัวเองอยู่เสมอ พยายามรับรู้และตรวจสอบว่าตัวเองยังไม่รู้อะไรบ้าง ที่รู้มันจริงไหม ที่คิดว่าเก่งแล้วเก่งจริงรึเปล่า จะเป็นจุดเริ่มต้นที่เราจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ค่อยๆ ขยายและเติมช่องว่างที่ว่านั้นต่อไป และพัฒนาตัวเองขึ้นไป..
ในผู้ที่ยังอ่อนด้อยประสบการณ์ แต่อาจจะมากด้วยความรู้ (ความรู้ในปัจจุบันสามารถหาได้จากในตำรา, งานวิจัย, Social Media) ซึ่งอาจจะยังไม่ได้นำความรู้นั้นมาใช้จริง หรือยังไม่ได้มีประสบการณ์มากพอที่จะ "วิเคราะห์" ความรู้นั้นออกมาว่า ถูกหรือผิด, เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม, เรื่องจริงหรือข่าวลือ, ทำได้จริงหรือทำไม่ได้จริง, มีผลดีหรือมีผลเสีย ฯลฯ อะไรก็ตามที เมื่อมันรวมเข้ามาเป็นความรู้ จนคิดว่า "รู้แล้ว" ก็ย่อมเกิดความมั่นใจว่า “ข้ารู้” “ข้าทำได้” “ข้าเก่ง” “โลกทั้งหมดนี้ข้าเข้าใจหมดแล้ว”
ณ ความรู้สึกตรงนั้น ระดับของความมั่นใจะเพิ่มขึ้นจนถึงดอย แต่เขากลับเรียกดอยนั้นว่า Mount Stupid (แปลว่า ยอดดอยแห่งความโง่งม) เพราะโดยแท้จริงแล้วไม่ว่าใครก็ตามก็มักจะต้องเคยผ่านขึ้นไปอยู่บนดอยแห่งนี้ทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าจะยอมลงมาจากดอยหรือค้างอยู่บนดอย
กลุ่มคนที่ค้างอยู่บนยอดดอยนี้ เรียกว่า People who are too stupid to know how stupid they are. แปลสั้นๆว่า โง่งมจนเกินจะรู้ได้ว่า ตนเองนั้นโง่งมเพียงใด
บุคคลเหล่านี้จมอยู่บนกองแห่งอัตตาจนไม่ยอมขยับขยายขวนขวายหาความรู้หาประสบการณ์แล้วไซร้ เมื่อประสบการณ์ผ่านไปได้มากจนถึงระดับหนึ่ง ก็จะเริ่มเข้าใจว่า สิ่งที่ตนรู้นั้นมันเพียงแค่เสี้ยวเดียวของจักรวาล แท้จริงยังมีสิ่งอีกมากมายที่ยังไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยิน อยู่อีกมหาศาล หากคิดได้เช่นนี้ ในบางคนก็อาจจะไหลลงไปติดอยู่ใน Valley of Despair หรือหุบเขาแห่งความสิ้นหวัง เพราะพอจะทำอะไร จะพูดอะไรก็ดูจะขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่เชื่อว่าตนจะทำได้สำเร็จ หรือทำได้ถูกต้อง ลึกๆ จะยังคิดเสมอว่า แท้จริงแล้วไซร้ เรายังไม่รู้อะไรเลย
แต่ถ้าไม่หยุดแค่ตรงนี้ คือ ยังเกิดแรงมานะให้ศึกษาไขว่คว้า ขวนขวาย สะสมประสบการณ์ต่อไปเรื่อยๆ จนมีความเข้าใจ เชี่ยวชาญ ชำนาญ จนถึงจุดที่เรียกว่า “ Expert” พอถึงตรงนี้แล้ว ก็จะมีระดับความมั่นใจที่สูงขึ้นอย่างมาก แต่กระนั้นก็ยังไม่ได้สูงเท่ากับระดับของ Mount Stupid ถามว่าทำไม ?
เพราะระหว่าง Expert กับ Stupid มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนตรงที่
1. Expert รู้ว่าตนเองรู้เรื่องอะไร และ “รู้ว่าอะไรที่ตนไม่รู้” จึงมีความมั่นใจสูงที่สุดเฉพาะในเรื่องที่ตนเองรู้เท่านั้น
2. ส่วน Stupid นั้นมีความมั่นใจสูงสุดว่าตนเองนั้นรู้ไปหมดทุกเรื่อง แต่แท้จริงแล้ว “ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองยังไม่รู้อะไร” จึงเข้าใจว่าตนเองนั้นรู้ดีที่สุดอยู่ตลอด
#รู้อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับการรู้ว่าตนเองนั้นยังไม่รู้อะไร
#ไม่มีใครเก่งไปกว่าใครไม่มีใครรู้ในทุกเรื่อง
References :
-psychologytoday.com
Unskilled and Unaware of It: How Difficulties in Recognizing One’s Own Incompetence Lead to Inflated Self-Assessments (1999)
-https://www.brandthink.me/articles/2215/“dunning-kruger-effect”-ทำไมบางครั้งคนที่รู้น้อยถึงคิดว่าตัวเองฉลาดนักหนา
-https://thematter.co/brief/stupid-feel-so-smart/25284
เครดิต: brandthink, Unlocknow, ลงทุนศาสตร์, นพ.กนกศักดิ์ ปรักกโมดม, BrandAge