21/09/2022
ช่วงฝนที่ตกหนัก อาจทำให้มีโอกาสพบกับสถานการณ์ขับรถลุยน้ำท่วมแบบไม่ทันตั้งตัว แต่ถ้าจะเสี่ยงขับไปต่อ รถจะเป็นอะไรมั้ยนะ? คำถามในใจใครหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรถเราเป็นรถคันเล็กไม่ได้มีช่วงล่างที่สูง และวันนี้มาสด้ามีข้อแนะนำวิธีการขับรถลุยน้ำท่วมและดูแลรถหลังลุยน้ำท่วม มาฝากกันครับ
น้ำท่วมระดับไหน ไม่ควรขับรถลุย :
- ระดับน้ำ 5-10 ซม. ขับผ่านได้ทุกคัน แต่ยังต้องมีสติ ระมัดระวัง ไม่ควรใช้ความเร็วสูง เพราะอาจทำให้สูญเสียการควบคุมได้
- ระดับน้ำ 10-20 ซม. รถทุกประเภทยังขับผ่านไปได้ รถขนาดเล็กอาจได้ยินเสียงน้ำใต้ท้องรถ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะยังมีโอกาสที่น้ำจะเข้าไปในตัวรถ
- ระดับน้ำ 20-40 ซม. รถขนาดเล็กต้องระวัง เพราะส่วนใหญ่ถูกออกแบบให้มีความสูงจากระดับพื้น 15-17 ซม. อาจทำให้เกิดปัญหาท่อไอเสียจม แต่ยังสามารถขับลุยน้ำผ่านได้ ส่วนรถกระบะยังผ่านไปได้
- ระดับน้ำ 40-60 ซม. รถขนาดเล็กต้องเลี่ยง ส่วนรถกระบะยังฝ่าไปได้ ขับขี่ให้ช้าลง เพื่อลดการเกิดคลื่นน้ำซัดเข้าหารถ จากรถคันอื่นๆ และลดความเสี่ยงที่น้ำจะกระจายเข้าสู่ห้องเครื่องยนต์
- ระดับน้ำ 60-80 ซม. อันตรายต่อรถทุกคัน ไม่ควรขับลุย เพราะน้ำอาจไหลเข้าห้องเครื่องยนต์ ทำให้เครื่องยนต์ดับ หยุดชะงัก ก่อให้เกิดความเสียหายในระบบต่างๆ ได้ และพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะคลื่นโดยตรง
- ระดับน้ำสูงเกินกว่า 80 ซม. ควรใช้เส้นทางอื่น
ควรทำอย่างไรเมื่อต้องลุยน้ำท่วมขัง :
1. ก่อนถึงจุดน้ำท่วมต้องลดความเร็วลง เพราะรถอาจเสียการทรงตัวได้อันตรายได้
2. ปิดแอร์ เพื่อป้องกันระบบไฟฟ้าขัดข้อง เพราะใบพัดอาจพัดน้ำเข้าห้องเครื่องได้
3. รักษาระยะห่างจากรถคันด้านหน้าให้มาก เพราะระบบเบรกที่แช่น้ำนานๆ ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานต่ำลง
4. ลดความเร็ว และรักษาความเร็วให้คงที่ ห้ามจอดและไม่ควรอยู่ใกล้รถคันอื่น
5. เมื่อขับพ้นน้ำท่วม ควรเหยียบเบรกย้ำๆ เพื่อไล่น้ำออกจากผ้าเบรก และขับในความเร็วที่เหมาะสม ไม่เร็วเกินไป เพื่อความปลอดภัย
6. เมื่อถึงที่หมาย อย่าเพิ่งดับเครื่องทันที ให้ติดเครื่องยนต์ไว้สักพัก เพื่อไล่น้ำและความชื้นที่ค้างอยู่ตามเครื่องยนต์
อย่างไรก็ตาม หากรถยนต์มีความผิดปกติหลังจากการขับรถลุยน้ำท่วม ไม่ควรชะล่าใจ ควรรีบนำรถตรวจสอบหรือนำส่งศูนย์บริการ เพื่อให้ช่างผู้ชำนาญได้ทำการตรวจสอบโดยละเอียด เพื่อแก้ไขได้อย่างทันท่วงทีและไม่ส่งผลเสียกับตัวเครื่องในระยะยาวครับ
ข้อมูล: Mazda Thailand