03/04/2026
การผนึกกำลังระหว่าง กระทรวงอุตสาหกรรม (Ministry of Industry/Economy)
และ กระทรวงกลาโหม (Ministry of Defence - MoD) คือหัวใจสำคัญของการสร้าง
"นิเวศวิทยาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ" (Defense Industrial Ecosystem) ที่ยั่งยืน
วันที่ 3 เมษายน 2569 ที่กระทรวงกลาโหม(ศรีสมาน)
คณะทำงานขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
สถาบันยานยนต์ สำนักเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม
เข้าประชุมแผนโครงการ ฯ สร้างเกณฑ์การพิจารณาและคัดเลือกผล้ตภัณฑ์เป้าหมาย
ของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ อันจะนำไปสู่การส่งเสริมต่อยอดในเชิงพาณิชย์
ทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อไป
โมเดลและกลยุทธ์หลักที่หลายประเทศ (เช่น สหรัฐฯ, เกาหลีใต้, ฝรั่งเศส หรือตุรกี)
ใช้ร่วมกันเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
1. การกำหนดนโยบายและสิทธิประโยชน์ร่วมกัน (Joint Policy & Incentives)
แทนที่จะต่างคนต่างทำ ทั้งสองกระทรวงจะวางแผนยุทธศาสตร์ร่วมกันเพื่อจูงใจภาคเอกชน:
กระทรวงอุตสาหกรรม: ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Break),
การยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร หรือการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
กระทรวงกลาโหม: การันตีการรับซื้อ (Off-take Agreement) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30
โดยเน้นที่ผ่านการรับรอง MIL Standard
หรือการทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างระยะยาว เพื่อให้เอกชนมั่นใจว่ามีตลาดรองรับแน่นอน
2. การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการชดเชยทางการค้า (Offset Policy)
นี่คือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการดึงเทคโนโลยีจากต่างประเทศเข้าสู่ผู้ประกอบการในท้องถิ่น:
เมื่อกลาโหมซื้ออาวุธจากต่างประเทศ จะมีเงื่อนไข Offset บังคับให้ผู้ขายต้องมาลงทุนในประเทศ
หรือถ่ายทอดเทคโนโลยีให้บริษัทไทย
บทบาทกระทรวงอุตสาหกรรม: คัดเลือกบริษัท SME หรือบริษัทในกลุ่ม
New S-Curve ที่มีศักยภาพเพื่อรองรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีนั้นๆ เพื่อเปลี่ยนจาก "ผู้ซื้อ" เป็น "ผู้ผลิต"
3. การสนับสนุนเทคโนโลยีแบบสองทาง (Dual-Use Technology)
ความร่วมมือนี้มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้ได้ทั้ง "พลเรือน" และ "ทหาร" เพื่อความคุ้มค่าสูงสุด:
ตัวอย่าง: เทคโนโลยีโดรน, ระบบ AI, วัสดุศาสตร์ หรือไซเบอร์เซกิวริตี้
การทำงาน: กระทรวงอุตสาหกรรมช่วยสนับสนุนงบ R&D สำหรับการผลิตในเชิงพาณิชย์
ในขณะที่กระทรวงกลาโหมนำไปต่อยอดและทดสอบในภาคสนาม (Field Testing)
4. การสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Integration)
กลาโหมมักมีมาตรฐานที่สูงมาก (Military Standard) ซึ่งบริษัททั่วไปเข้าถึงยาก:
กระทรวงอุตสาหกรรม: เข้ามาช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิต (Certification)
ของโรงงานในประเทศให้ได้มาตรฐานสากล เช่น AS9100 (มาตรฐานการบินและอวกาศ)
กระทรวงกลาโหม: เปิดเผยความต้องการ (Requirements) และแผนการจัดหาล่วงหน้า
เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมเตรียมความพร้อมในการผลิตชิ้นส่วนทดแทน
5. การจัดตั้งกองทุนและสถาบันวิจัยร่วม (Joint R&D Funding)
ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ จะมีหน่วยงานอย่าง DARPA หรือในเกาหลีใต้คือ ADD (
Agency for Defense Development):
เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิทยาศาสตร์ทหาร และผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรม
ผลลัพธ์: เกิดการสร้างนวัตกรรมใหม่ที่ไม่ได้อยู่แค่ในหอคอยงาช้าง
แต่สามารถนำเข้าสู่สายพานการผลิตได้จริง....
แต่ละท่านคิดเห็นเช่นไรครับ