24/05/2026
รีวิว BMW R 12 G/S อีกหนึ่งรุ่นที่กำลังถูกพูดถึงมากในตอนนี้ ด้วยดีไซน์ที่มีกลิ่นอาย Dakar Rally ยุคปี 1980 โดยเฉพาะเส้นสายที่ได้แรงบันดาลใจจาก BMW R80 G/S ในปี 1981 ซึ่งนอกจากจะดู “จุ้ย” และมีสไตล์มากแล้ว ยังเป็นรถที่สามารถลุย Off-road ได้จริงอีกด้วย
หลายคนอาจนำไปเปรียบเทียบกับ BMW R 1300 GS เพราะชื่อ G/S และ GS มีรากมาจากคำเดียวกันในภาษาเยอรมัน คือ Gelande / Strasse หรือ “Off-road / Street” นั่นเอง
แต่จากที่ผมได้ลองสัมผัสทั้งสองรุ่น ต้องบอกเลยว่า คาแรกเตอร์แตกต่างกันชัดเจนเหมือนอยู่คนละฝั่ง
ถ้าพูดถึง BMW R 1300 GS ต้องยอมรับว่านี่คือ King of Adventure ตัวจริง เป็นหนึ่งในรถที่คนทั่วโลกนิยมใช้เดินทางไกล ด้วยแนวคิดของ BMW Motorrad ที่ต้องการสร้างรถ Adventure ที่สมบูรณ์ที่สุด ทั้งระบบอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ และวิศวกรรมช่วงล่าง ทำให้ R 1300 GS เป็นรถที่ขี่ง่ายและมีความสมดุลสูงมาก ทั้งทางดำและทางฝุ่น
และขอแอบพูดถึง ในส่วน BMW R nineT Urban G/S หน่อย รุ่นนี้นั้น เป็นรถที่เน้น “อารมณ์” และความคลาสสิกมากกว่า แม้จะมีหน้าตาแนว Dakar เช่นกัน แต่พื้นฐานตัวรถยังค่อนข้างเน้นการใช้งานบนถนนดำ ด้วยเครื่อง Boxer Air/Oil-Cooled และระบบคลัตช์แห้งแผ่นเดียวแบบรถยนต์ ทำให้ฟีลลิ่งมีความดิบมาก เวลาลดเกียร์แรง ๆ จะมีอาการล้อหลังกระชากหรือร้องได้แบบรถยุคเก่า ซึ่งหลายคนกลับชอบ เพราะมันให้อารมณ์ Mechanical แบบดั้งเดิมจริง ๆ
พอมาถึง BMW R 12 G/S จะเหมือนเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างสองรุ่นนี้
BMW Motorrad ได้พัฒนาต่อยอดจากแนวคิดของ R nineT Urban G/S แต่มีการปรับเฟรม ช่วงล่าง และ Ergonomic ใหม่ ให้สามารถลุยได้จริงมากขึ้น จนใช้งาน Off-road ได้จริงจังขึ้นกว่าเดิมมาก ขณะเดียวกันก็ยังคงเก็บคาแรกเตอร์ความดิบของเครื่อง Boxer ยุค Air/Oil-Cooled เอาไว้
ใน R 12 G/S จะยังคงใช้ระบบคลัตช์แห้งแผ่นเดียว แต่มีระบบ MSR (Engine Drag Torque Control) เข้ามาช่วยลดอาการล้อล็อกจาก Engine Brake ทำให้เวลาลดเกียร์มีความสมูทขึ้นมาก แต่ยังคงฟีลลิ่งดิบ ๆ แบบ Boxer รุ่นเก่าอยู่ ต่างจาก R 1300 GS ที่ใช้คลัตช์เปียกหลายแผ่น พร้อมระบบ Slipper Clutch ทำให้ฟีลลิ่งเนียนและทันสมัยกว่าชัดเจน
ถ้าเปรียบเทียบง่าย ๆ
* R 1300 GS จะอยู่ฝั่งขวาสุด ในด้าน “ความสมบูรณ์แบบและเทคโนโลยี”
* R nineT Urban G/S จะอยู่ฝั่งซ้ายสุด ในด้าน “ความดิบและอารมณ์”
* ส่วน R 12 G/S จะอยู่ตรงกลาง แต่เอนมาทางฝั่ง Emotional มากกว่าเล็กน้อย
ซึ่งถ้าใครกำลังหารถที่ดูมีสไตล์ ขี่แล้วได้อารมณ์ และยังลุยได้จริง R 12 G/S ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับราคาที่ BMW Motorrad Thailand ทำออกมา
แต่ถ้าใครต้องการความสมบูรณ์แบบด้านเทคโนโลยี การเดินทางไกล และความสบายในการใช้งาน R 1300 GS ก็ยังคงเป็นคำตอบหลักอยู่ดี
พูดถึง Feeling การขับขี่
ผมมีโอกาสได้ลองขี่ R 12 G/S ครึ่งวัน ทั้ง On-road และ Off-road
สิ่งที่ผมชอบมากคือ ตัวรถรู้สึกเบาและไม่สูงจนเกินไป ด้วยส่วนสูง 168 ซม. ทำให้ขึ้นลงรถง่ายกว่าชัดเจนเมื่อเทียบกับ R 1300 GS ที่ให้ความรู้สึกใหญ่และหนักกว่า
แต่เมื่อรถเริ่มเคลื่อนตัว จะสัมผัสได้เลยว่า R 1300 GS มีระบบต่าง ๆ เข้ามาช่วยผู้ขี่เยอะมาก โดยเฉพาะเวลาใช้งาน Off-road
ในขณะที่ R 12 G/S จะให้ความรู้สึกว่า “คนขี่ต้องควบคุมรถเองมากกว่า” แม้จะมีอิเล็กทรอนิกส์ช่วยอยู่ระดับหนึ่ง แต่ยังคงมีความ Mechanical และ Raw อยู่ ทำให้เกิดความสนุกอีกแบบที่อธิบายยากเหมือนกัน
ในประเทศไทย R 12 G/S จะมีทั้งรุ่น Standard และ Option 719 ซึ่งเป็นชุดตกแต่งพิเศษจากโรงงาน
ส่วนคนที่อยากลุย Off-road จริงจัง ก็สามารถเพิ่มอุปกรณ์จาก Enduro Package ภายหลังได้ เช่น
* Enduro Pro Mode
* ล้อหลัง 18 นิ้ว
* ชุดกันแคร้ง
* อุปกรณ์เสริมต่าง ๆ จากศูนย์ BMW Motorrad
โดยถ้าเปลี่ยนล้อหลังจาก 17 นิ้วเป็น 18 นิ้ว ตัวรถจะสูงขึ้นด้านหลังเล็กน้อย และสามารถปรับช่วงหน้าสไลด์กระบอกโช๊คให้ตรงกับสเปกโรงงานได้ ซึ่งเป็นสเปกมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก
ตัวรถมี Riding Mode หลายแบบ
โหมดถนนจะตอบสนองคันเร่งค่อนข้าง Direct ตามมือ ส่วนโหมด Enduro จะมีการปรับ Character ของคันเร่งให้ Smooth และค่อย ๆ ส่งกำลังออกมาแบบควบคุมง่ายขึ้น โดยระบบควบคุมเสถียรภาพก็จะทำงานแตกต่างกันตามแต่ละโหมด
อีกทั้งยังมี Shortcut สำหรับปิด Traction Control ที่ประกับแฮนด์ซ้าย ใช้งานสะดวกเวลาเข้าทางฝุ่น
ส่วน Enduro Pro ที่เป็น Option เพิ่มเติม ผมยังไม่ได้ลอง แต่คาดว่าน่าจะเปิดอิสระในการควบคุมมากขึ้น และลดการแทรกแซงของระบบต่าง ๆ ลงสำหรับสายลุยจริงจัง
ถ้าถามผมว่า ระหว่าง R 1300 GS กับ R 12 G/S ควรเลือกรุ่นไหนดี
บอกตรง ๆ ว่ารักพี่เสียดายน้องครับ เพราะเป็นรถที่สนุกกันคนละแบบจริง ๆ
ถ้าให้เลือกแบบในฝัน
R 1300 GS คือรถสำหรับเดินทางไกล ขี่เที่ยวจริงจัง ใช้งานได้ทุกสถานการณ์
ส่วน R 12 G/S คือรถสำหรับขี่เล่น ขี่ซน ลุยทางฝุ่น ขี่เอาฟีล ขี่เอาความสุข เป็นรถที่ทำให้เรา “อยากขี่เล่น” มากกว่าจะรีบไปถึงจุดหมาย
ถ้าภรรยาไม่ว่า… ควรต้องมีทั้งสองรุ่นครับ 😆