DBigbike ช่องยูทูป DBigbike BEnz_DBigbike
(3)

ทุกคนดูนี่ดิ!…. ใครมันจะ…เอารถมายกกัน 😆    #รถจักรยานยนต์ฮอนด้า    #ไทยฮอนด้า
26/05/2026

ทุกคนดูนี่ดิ!…. ใครมันจะ…เอารถมายกกัน 😆

#รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #ไทยฮอนด้า

25/05/2026

ทำไม Honda CBR500R E-clutch ถึง เป็นบิ๊กไบค์ ที่เอามาใช้งานได้จริงที่สุด

25/05/2026

กว่าเราจะหากันจนเจอ.... Bullybike เกือบจุ๊บตูดไปที 😆
ออกCBR1000RRRได้แล้ววว
Shot on

24/05/2026

รื้อ ZONTES 150X นอกจากเฟรม มีอะไร ทำให้ น้ำหนักเบาลงอีก

รีวิว BMW R 12 G/S อีกหนึ่งรุ่นที่กำลังถูกพูดถึงมากในตอนนี้ ด้วยดีไซน์ที่มีกลิ่นอาย Dakar Rally ยุคปี 1980 โดยเฉพาะเส้นส...
24/05/2026

รีวิว BMW R 12 G/S อีกหนึ่งรุ่นที่กำลังถูกพูดถึงมากในตอนนี้ ด้วยดีไซน์ที่มีกลิ่นอาย Dakar Rally ยุคปี 1980 โดยเฉพาะเส้นสายที่ได้แรงบันดาลใจจาก BMW R80 G/S ในปี 1981 ซึ่งนอกจากจะดู “จุ้ย” และมีสไตล์มากแล้ว ยังเป็นรถที่สามารถลุย Off-road ได้จริงอีกด้วย

หลายคนอาจนำไปเปรียบเทียบกับ BMW R 1300 GS เพราะชื่อ G/S และ GS มีรากมาจากคำเดียวกันในภาษาเยอรมัน คือ Gelande / Strasse หรือ “Off-road / Street” นั่นเอง

แต่จากที่ผมได้ลองสัมผัสทั้งสองรุ่น ต้องบอกเลยว่า คาแรกเตอร์แตกต่างกันชัดเจนเหมือนอยู่คนละฝั่ง

ถ้าพูดถึง BMW R 1300 GS ต้องยอมรับว่านี่คือ King of Adventure ตัวจริง เป็นหนึ่งในรถที่คนทั่วโลกนิยมใช้เดินทางไกล ด้วยแนวคิดของ BMW Motorrad ที่ต้องการสร้างรถ Adventure ที่สมบูรณ์ที่สุด ทั้งระบบอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ และวิศวกรรมช่วงล่าง ทำให้ R 1300 GS เป็นรถที่ขี่ง่ายและมีความสมดุลสูงมาก ทั้งทางดำและทางฝุ่น

และขอแอบพูดถึง ในส่วน BMW R nineT Urban G/S หน่อย รุ่นนี้นั้น เป็นรถที่เน้น “อารมณ์” และความคลาสสิกมากกว่า แม้จะมีหน้าตาแนว Dakar เช่นกัน แต่พื้นฐานตัวรถยังค่อนข้างเน้นการใช้งานบนถนนดำ ด้วยเครื่อง Boxer Air/Oil-Cooled และระบบคลัตช์แห้งแผ่นเดียวแบบรถยนต์ ทำให้ฟีลลิ่งมีความดิบมาก เวลาลดเกียร์แรง ๆ จะมีอาการล้อหลังกระชากหรือร้องได้แบบรถยุคเก่า ซึ่งหลายคนกลับชอบ เพราะมันให้อารมณ์ Mechanical แบบดั้งเดิมจริง ๆ

พอมาถึง BMW R 12 G/S จะเหมือนเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างสองรุ่นนี้

BMW Motorrad ได้พัฒนาต่อยอดจากแนวคิดของ R nineT Urban G/S แต่มีการปรับเฟรม ช่วงล่าง และ Ergonomic ใหม่ ให้สามารถลุยได้จริงมากขึ้น จนใช้งาน Off-road ได้จริงจังขึ้นกว่าเดิมมาก ขณะเดียวกันก็ยังคงเก็บคาแรกเตอร์ความดิบของเครื่อง Boxer ยุค Air/Oil-Cooled เอาไว้

ใน R 12 G/S จะยังคงใช้ระบบคลัตช์แห้งแผ่นเดียว แต่มีระบบ MSR (Engine Drag Torque Control) เข้ามาช่วยลดอาการล้อล็อกจาก Engine Brake ทำให้เวลาลดเกียร์มีความสมูทขึ้นมาก แต่ยังคงฟีลลิ่งดิบ ๆ แบบ Boxer รุ่นเก่าอยู่ ต่างจาก R 1300 GS ที่ใช้คลัตช์เปียกหลายแผ่น พร้อมระบบ Slipper Clutch ทำให้ฟีลลิ่งเนียนและทันสมัยกว่าชัดเจน

ถ้าเปรียบเทียบง่าย ๆ

* R 1300 GS จะอยู่ฝั่งขวาสุด ในด้าน “ความสมบูรณ์แบบและเทคโนโลยี”
* R nineT Urban G/S จะอยู่ฝั่งซ้ายสุด ในด้าน “ความดิบและอารมณ์”
* ส่วน R 12 G/S จะอยู่ตรงกลาง แต่เอนมาทางฝั่ง Emotional มากกว่าเล็กน้อย

ซึ่งถ้าใครกำลังหารถที่ดูมีสไตล์ ขี่แล้วได้อารมณ์ และยังลุยได้จริง R 12 G/S ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับราคาที่ BMW Motorrad Thailand ทำออกมา

แต่ถ้าใครต้องการความสมบูรณ์แบบด้านเทคโนโลยี การเดินทางไกล และความสบายในการใช้งาน R 1300 GS ก็ยังคงเป็นคำตอบหลักอยู่ดี

พูดถึง Feeling การขับขี่
ผมมีโอกาสได้ลองขี่ R 12 G/S ครึ่งวัน ทั้ง On-road และ Off-road

สิ่งที่ผมชอบมากคือ ตัวรถรู้สึกเบาและไม่สูงจนเกินไป ด้วยส่วนสูง 168 ซม. ทำให้ขึ้นลงรถง่ายกว่าชัดเจนเมื่อเทียบกับ R 1300 GS ที่ให้ความรู้สึกใหญ่และหนักกว่า

แต่เมื่อรถเริ่มเคลื่อนตัว จะสัมผัสได้เลยว่า R 1300 GS มีระบบต่าง ๆ เข้ามาช่วยผู้ขี่เยอะมาก โดยเฉพาะเวลาใช้งาน Off-road

ในขณะที่ R 12 G/S จะให้ความรู้สึกว่า “คนขี่ต้องควบคุมรถเองมากกว่า” แม้จะมีอิเล็กทรอนิกส์ช่วยอยู่ระดับหนึ่ง แต่ยังคงมีความ Mechanical และ Raw อยู่ ทำให้เกิดความสนุกอีกแบบที่อธิบายยากเหมือนกัน

ในประเทศไทย R 12 G/S จะมีทั้งรุ่น Standard และ Option 719 ซึ่งเป็นชุดตกแต่งพิเศษจากโรงงาน

ส่วนคนที่อยากลุย Off-road จริงจัง ก็สามารถเพิ่มอุปกรณ์จาก Enduro Package ภายหลังได้ เช่น

* Enduro Pro Mode
* ล้อหลัง 18 นิ้ว
* ชุดกันแคร้ง
* อุปกรณ์เสริมต่าง ๆ จากศูนย์ BMW Motorrad

โดยถ้าเปลี่ยนล้อหลังจาก 17 นิ้วเป็น 18 นิ้ว ตัวรถจะสูงขึ้นด้านหลังเล็กน้อย และสามารถปรับช่วงหน้าสไลด์กระบอกโช๊คให้ตรงกับสเปกโรงงานได้ ซึ่งเป็นสเปกมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก

ตัวรถมี Riding Mode หลายแบบ
โหมดถนนจะตอบสนองคันเร่งค่อนข้าง Direct ตามมือ ส่วนโหมด Enduro จะมีการปรับ Character ของคันเร่งให้ Smooth และค่อย ๆ ส่งกำลังออกมาแบบควบคุมง่ายขึ้น โดยระบบควบคุมเสถียรภาพก็จะทำงานแตกต่างกันตามแต่ละโหมด

อีกทั้งยังมี Shortcut สำหรับปิด Traction Control ที่ประกับแฮนด์ซ้าย ใช้งานสะดวกเวลาเข้าทางฝุ่น

ส่วน Enduro Pro ที่เป็น Option เพิ่มเติม ผมยังไม่ได้ลอง แต่คาดว่าน่าจะเปิดอิสระในการควบคุมมากขึ้น และลดการแทรกแซงของระบบต่าง ๆ ลงสำหรับสายลุยจริงจัง

ถ้าถามผมว่า ระหว่าง R 1300 GS กับ R 12 G/S ควรเลือกรุ่นไหนดี

บอกตรง ๆ ว่ารักพี่เสียดายน้องครับ เพราะเป็นรถที่สนุกกันคนละแบบจริง ๆ

ถ้าให้เลือกแบบในฝัน
R 1300 GS คือรถสำหรับเดินทางไกล ขี่เที่ยวจริงจัง ใช้งานได้ทุกสถานการณ์

ส่วน R 12 G/S คือรถสำหรับขี่เล่น ขี่ซน ลุยทางฝุ่น ขี่เอาฟีล ขี่เอาความสุข เป็นรถที่ทำให้เรา “อยากขี่เล่น” มากกว่าจะรีบไปถึงจุดหมาย

ถ้าภรรยาไม่ว่า… ควรต้องมีทั้งสองรุ่นครับ 😆

จริงๆแล้วเป็น…..❌ นักแข่ง✅ นักขิง 😆
24/05/2026

จริงๆแล้วเป็น…..
❌ นักแข่ง
✅ นักขิง 😆

23/05/2026

รีวิว BMW R 12 G/S ไม่เหมือนขี่ R1300GS เลย

อีกหนึ่งรุ่นที่กำลังถูกพูดถึงมากในตอนนี้ ด้วยดีไซน์ที่มีกลิ่นอาย Dakar Rally ยุคปี 1980 โดยเฉพาะเส้นสายที่ได้แรงบันดาลใจจาก BMW R80 G/S ในปี 1981 ซึ่งนอกจากจะดู “จุ้ย” และมีสไตล์มากแล้ว ยังเป็นรถที่สามารถลุย Off-road ได้จริงอีกด้วย

หลายคนอาจนำไปเปรียบเทียบกับ BMW R 1300 GS เพราะชื่อ G/S และ GS มีรากมาจากคำเดียวกันในภาษาเยอรมัน คือ Gelande / Strasse หรือ “Off-road / Street” นั่นเอง

แต่จากที่ผมได้ลองสัมผัสทั้งสองรุ่น ต้องบอกเลยว่า คาแรกเตอร์แตกต่างกันชัดเจนเหมือนอยู่คนละฝั่ง

ถ้าพูดถึง BMW R 1300 GS ต้องยอมรับว่านี่คือ King of Adventure ตัวจริง เป็นหนึ่งในรถที่คนทั่วโลกนิยมใช้เดินทางไกล ด้วยแนวคิดของ BMW Motorrad ที่ต้องการสร้างรถ Adventure ที่สมบูรณ์ที่สุด ทั้งระบบอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ และวิศวกรรมช่วงล่าง ทำให้ R 1300 GS เป็นรถที่ขี่ง่ายและมีความสมดุลสูงมาก ทั้งทางดำและทางฝุ่น

และขอแอบพูดถึง ในส่วน BMW R nineT Urban G/S หน่อย รุ่นนี้นั้น เป็นรถที่เน้น “อารมณ์” และความคลาสสิกมากกว่า แม้จะมีหน้าตาแนว Dakar เช่นกัน แต่พื้นฐานตัวรถยังค่อนข้างเน้นการใช้งานบนถนนดำ ด้วยเครื่อง Boxer Air/Oil-Cooled และระบบคลัตช์แห้งแผ่นเดียวแบบรถยนต์ ทำให้ฟีลลิ่งมีความดิบมาก เวลาลดเกียร์แรง ๆ จะมีอาการล้อหลังกระชากหรือร้องได้แบบรถยุคเก่า ซึ่งหลายคนกลับชอบ เพราะมันให้อารมณ์ Mechanical แบบดั้งเดิมจริง ๆ

พอมาถึง BMW R 12 G/S จะเหมือนเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างสองรุ่นนี้

BMW Motorrad ได้พัฒนาต่อยอดจากแนวคิดของ R nineT Urban G/S แต่มีการปรับเฟรม ช่วงล่าง และ Ergonomic ใหม่ ให้สามารถลุยได้จริงมากขึ้น จนใช้งาน Off-road ได้จริงจังขึ้นกว่าเดิมมาก ขณะเดียวกันก็ยังคงเก็บคาแรกเตอร์ความดิบของเครื่อง Boxer ยุค Air/Oil-Cooled เอาไว้

ใน R 12 G/S จะยังคงใช้ระบบคลัตช์แห้งแผ่นเดียว แต่มีระบบ MSR (Engine Drag Torque Control) เข้ามาช่วยลดอาการล้อล็อกจาก Engine Brake ทำให้เวลาลดเกียร์มีความสมูทขึ้นมาก แต่ยังคงฟีลลิ่งดิบ ๆ แบบ Boxer รุ่นเก่าอยู่ ต่างจาก R 1300 GS ที่ใช้คลัตช์เปียกหลายแผ่น พร้อมระบบ Slipper Clutch ทำให้ฟีลลิ่งเนียนและทันสมัยกว่าชัดเจน

ถ้าเปรียบเทียบง่าย ๆ

* R 1300 GS จะอยู่ฝั่งขวาสุด ในด้าน “ความสมบูรณ์แบบและเทคโนโลยี”
* R nineT Urban G/S จะอยู่ฝั่งซ้ายสุด ในด้าน “ความดิบและอารมณ์”
* ส่วน R 12 G/S จะอยู่ตรงกลาง แต่เอนมาทางฝั่ง Emotional มากกว่าเล็กน้อย

ซึ่งถ้าใครกำลังหารถที่ดูมีสไตล์ ขี่แล้วได้อารมณ์ และยังลุยได้จริง R 12 G/S ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับราคาที่ BMW Motorrad Thailand ทำออกมา

แต่ถ้าใครต้องการความสมบูรณ์แบบด้านเทคโนโลยี การเดินทางไกล และความสบายในการใช้งาน R 1300 GS ก็ยังคงเป็นคำตอบหลักอยู่ดี

พูดถึง Feeling การขับขี่
ผมมีโอกาสได้ลองขี่ R 12 G/S ครึ่งวัน ทั้ง On-road และ Off-road

สิ่งที่ผมชอบมากคือ ตัวรถรู้สึกเบาและไม่สูงจนเกินไป ด้วยส่วนสูง 168 ซม. ทำให้ขึ้นลงรถง่ายกว่าชัดเจนเมื่อเทียบกับ R 1300 GS ที่ให้ความรู้สึกใหญ่และหนักกว่า

แต่เมื่อรถเริ่มเคลื่อนตัว จะสัมผัสได้เลยว่า R 1300 GS มีระบบต่าง ๆ เข้ามาช่วยผู้ขี่เยอะมาก โดยเฉพาะเวลาใช้งาน Off-road

ในขณะที่ R 12 G/S จะให้ความรู้สึกว่า “คนขี่ต้องควบคุมรถเองมากกว่า” แม้จะมีอิเล็กทรอนิกส์ช่วยอยู่ระดับหนึ่ง แต่ยังคงมีความ Mechanical และ Raw อยู่ ทำให้เกิดความสนุกอีกแบบที่อธิบายยากเหมือนกัน

ในประเทศไทย R 12 G/S จะมีทั้งรุ่น Standard และ Option 719 ซึ่งเป็นชุดตกแต่งพิเศษจากโรงงาน

ส่วนคนที่อยากลุย Off-road จริงจัง ก็สามารถเพิ่มอุปกรณ์จาก Enduro Package ภายหลังได้ เช่น

* Enduro Pro Mode
* ล้อหลัง 18 นิ้ว
* ชุดกันแคร้ง
* อุปกรณ์เสริมต่าง ๆ จากศูนย์ BMW Motorrad

โดยถ้าเปลี่ยนล้อหลังจาก 17 นิ้วเป็น 18 นิ้ว ตัวรถจะสูงขึ้นด้านหลังเล็กน้อย และสามารถปรับช่วงหน้าสไลด์กระบอกโช๊คให้ตรงกับสเปกโรงงานได้ ซึ่งเป็นสเปกมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก

ตัวรถมี Riding Mode หลายแบบ
โหมดถนนจะตอบสนองคันเร่งค่อนข้าง Direct ตามมือ ส่วนโหมด Enduro จะมีการปรับ Character ของคันเร่งให้ Smooth และค่อย ๆ ส่งกำลังออกมาแบบควบคุมง่ายขึ้น โดยระบบควบคุมเสถียรภาพก็จะทำงานแตกต่างกันตามแต่ละโหมด

อีกทั้งยังมี Shortcut สำหรับปิด Traction Control ที่ประกับแฮนด์ซ้าย ใช้งานสะดวกเวลาเข้าทางฝุ่น

ส่วน Enduro Pro ที่เป็น Option เพิ่มเติม ผมยังไม่ได้ลอง แต่คาดว่าน่าจะเปิดอิสระในการควบคุมมากขึ้น และลดการแทรกแซงของระบบต่าง ๆ ลงสำหรับสายลุยจริงจัง

ถ้าถามผมว่า ระหว่าง R 1300 GS กับ R 12 G/S ควรเลือกรุ่นไหนดี

บอกตรง ๆ ว่ารักพี่เสียดายน้องครับ เพราะเป็นรถที่สนุกกันคนละแบบจริง ๆ

ถ้าให้เลือกแบบในฝัน
R 1300 GS คือรถสำหรับเดินทางไกล ขี่เที่ยวจริงจัง ใช้งานได้ทุกสถานการณ์

ส่วน R 12 G/S คือรถสำหรับขี่เล่น ขี่ซน ลุยทางฝุ่น ขี่เอาฟีล ขี่เอาความสุข เป็นรถที่ทำให้เรา “อยากขี่เล่น” มากกว่าจะรีบไปถึงจุดหมาย

ถ้าภรรยาไม่ว่า… ควรต้องมีทั้งสองรุ่นครับ 😆

23/05/2026

รีวิว Yamaha AEROX SP 2026 รถ Scooter ที่มี เทคโนโลยี เยอะที่สุด

22/05/2026

Honda CB1300 Super BolD'OR ตำนานจนละเอียด

22/05/2026

พลาดไปแล้ว….

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ DBigbikeผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง DBigbike:

แชร์