31/05/2026
พามาชมสุดยอดไฮเปอร์คาร์ที่เพิ่งส่งมอบคันแรกในแคนาดากับ Koenigsegg Jesko สเปกตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์เปลือย (Clear Carbon) ตัดกับเส้นสายรายละเอียดสีเหลืองสุดดุดัน เข้าคู่กับภายในห้องโดยสารที่ตกแต่งด้วยหนังสีดำสลับเหลืองอย่างลงตัว รถคันนี้ไม่ได้มีดีแค่งานศิลป์แห่งการออกแบบที่ดุดัน แต่ยังมาพร้อมขุมพลังสมรรถนะระดับปีศาจ ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน V8 ขนาด 5.0 ลิตร ทวินเทอร์โบ ที่รีดพละกำลังสูงสุดได้ถึง 1,600 แรงม้า (เมื่อใช้น้ำมัน E85) และแรงบิดมหาศาล 1,500 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัจฉริยะ 9 จังหวะ Light Speed Transmission (LST) ที่สับเกียร์ได้ฉับไวไร้รอยต่อ ถือเป็นผลงานวิศวกรรมยานยนต์ที่ไร้การประนีประนอมตามสโลแกนของแบรนด์อย่างแท้จริง
สำหรับค่าตัวของ Koenigsegg Jesko ราคาเริ่มต้นในตลาดต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 105 ล้านบาท แต่หากนักสะสมชาวไทยต้องการนำเข้ามาครอบครองและจดทะเบียนวิ่งบนถนนเมืองไทยอย่างถูกต้อง เมื่อคำนวณบวกกำแพงภาษีนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป (CBU) ภาษีสรรพสามิต ภาษีมหาดไทย และภาษีมูลค่าเพิ่มที่รวมกันทะลุ 300% แล้ว ราคาประมาณการเบ็ดเสร็จเมื่อถึงไทยจะพุ่งทะยานไปแตะระดับ 350 - 400 ล้านบาท ซึ่งราคานี้ยังไม่รวมค่าออปชันสั่งทำพิเศษอย่างตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์เปลือยแบบคันในภาพ ที่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเพิ่มอีกหลายสิบล้านบาทเพื่อให้ได้สเปกสุดเอ็กซ์คลูซีฟ
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมจนถึงปัจจุบันเรายังไม่เห็น Koenigsegg Jesko มาวิ่งโชว์โฉมบนถนนเมืองไทยเลย เหตุผลไม่ได้อยู่ที่เรื่องของราคาเพียงอย่างเดียว เพราะกลุ่มลูกค้าวีไอพีในไทยที่พร้อมจ่ายนั้นมีอยู่จริง แต่ปัจจัยหลักคือรถรุ่นนี้ถูกจำกัดจำนวนการผลิตไว้เพียง 125 คันทั่วโลกและถูกจองหมดโควตาตั้งแต่ก่อนเริ่มผลิตจริง ประกอบกับกระบวนการประกอบมือที่ซับซ้อนทำให้คิวส่งมอบทั่วโลกต้องรอกันนานหลายปี นอกจากนี้ สภาพถนนในเมืองไทยยังไม่ค่อยเอื้ออำนวยต่อมิติรถที่มีระยะต่ำสุดจากพื้น (Ground Clearance) น้อยมาก รวมถึงชิ้นส่วนแอโรไดนามิกส์อย่างลิ้นหน้าคาร์บอนที่ยื่นยาว การนำมาขับขี่ใช้งานจริงจึงท้าทายและเสี่ยงต่อการเกิดรอยขีดข่วนได้ง่าย ถึงกระนั้นก็ยังน่าติดตามต่อไปว่าในอนาคตอันใกล้ จะมีคอลเลกเตอร์ชาวไทยคนไหนที่ซุ่มรอรับมอบสุดยอดไฮเปอร์คาร์รุ่นนี้มาเก็บไว้ในโรงรถบ้าง